Showing posts with label Articles of World News. Show all posts
Showing posts with label Articles of World News. Show all posts

13.6.09

Korea & Thailand traditional music / ดนตรีโบราณ ไทย - เกาหลี


Geomungo or Goguryeo zither “พิณแห่งโกคูรยอ”


"โกมังกู" (geomungo) หรือ “ฮยอนกึม” (hyeongeum) เป็นเครื่องสายโบราณของเกาหลี (ซึ่งดิฉันขอเรียกว่า พิณเกาหลี แล้วกันนะคะ) เหล่าบัณฑิตเชื่อกันว่าชื่อนี้มาจากคำว่า “โกคูรยอ” และโดยความหมายก็คือ “พิณแห่งโกคูรยอ” หรืออีกนัยหนึ่งก็แปลได้ว่า “พิณสีดำ”

Geomungo [ 거문고 or 현금 ]

The geomungo or hyeongeum (literally "black zither") is a traditional Korean stringed musical instrument of zither family instrument with both bridges and frets. Scholars believe that the name refers to Goguryeo and translates to "Goguryeo zither" or that it refers to the colour and translates to "black crane zither".

ขอคุยต่อ จาก คุณ Ladymoon จาก เรื่อง กษัตริย์ศิลปิน กษัตริย์กงนิม

ชนชาติเกาหลี ได้ถ่ายทอด ความเป็นอัจฉริยะทางศิลปะ ผ่านทางด้านดนตรี นาฎศิลป์ และจิตรกรรม ซึ่งมีการพัฒนา มากว่า 5 พันปี ของประวัติศาสตร์ เกาหลี แม้ว่า ศิลปะตะวันตกในรูปแบบต่างๆ จะแพร่หลายอยู่ในประเทศ แต่ศิลปะเกาหลีอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะป็น ในลักษณะดั้งเดิม หรือผสมผสานกับศิลปะร่วมสมัย

ดนตรีประจำชาติ



ชนชาติเกาหลีมีดนตรีที่เรียกว่า คุกอัก มีที่มาคล้ายคลึงกับดนตรีจีนและญี่ปุ่น แต่ถ้าเราสามารถสัมผัสดนตรีชนิดนี้ได้อย่างลึกซึ้ง จะพบว่าดนตรีเกาหลีมีลักษณะแตกต่างอย่างชัดเจนจากดนตรีชนิดอื่นๆ ในแถบเอเชียตะวันออกกล่าวคือ ดนตรีเกาหลีประกอบด้วยสามจังหวะในหนึ่งห้อง ในขณะที่ดนตรีจีนและญี่ปุ่น มีสองจังหวะในหนึ่งห้อง


คุกอัก แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ ซองอัก หรือดนตรีในราชสำนัก และมินซกอัก หรือดนตรีพื้นบ้าน



ซองอัก ซึ่งเป็นดนตรีชั้นสูง มีท่วงทำนองเชื่องช้า เยือกเย็น และซับซ้อน
ส่วน มินซกอัก ได้แก่ดนตรีของชาวนาชาวไร่

พันซอรี (ดนตรีที่เน้นการแสดงความรู้สึก) และดนตรีพิธีไสยศาสตร์ มีจังหวะรวดเร็วและกระฉับกระเฉง
(จากนิตยสาร this is Korea เล่มเดิม)


( ก็ไม่เข้าใจ กับ คำว่า สามจังหวะในหนึ่งห้อง หรือ สองจังหวะในหนึ่งห้อง แต่ ขอยกข้อมูล ดนตรีไทย มาเปรียบเทียบ ก็แล้วกัน
เพลงบุหลันนี้ ได้รวมทำนองทั้ง สองท่อนเข้าเป็นท่อนเดียวกัน คือ เป็น ท่อนที่ 1 มี 6 จังหวะ โดยเฉพาะในทางดนตรี ยังได้เติมทำนอง เสมือนเท่าลอยๆ เข้ามาแทรกระหว่าง ท่อนที่ 1 กับท่อนที่ 2 อีก 2 จังหวะ....

แต่คำว่า ห้อง ..ของ ดนตรี เกาหลี จีน ญี่ปุ่น ไม่รู้จะเปรียบเทียบ กับ ดนตรีไทย ยังไง แต่ตาม ที่เข้า ใจเอาเองว่า ดนตรี จะประกอบด้วย เนื้อร้อง ทำนอง แล้วก็ ตัวเครื่องดนตรี ที่จะต้องบรรเลง ตามโครงสร้างของทำนอง และลีลาจังหวะของเพลง ขอเชิญ ผู้รู้ ช่วยมาไขข้อข้องใจ นะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ )

ผลที่สุด ก็ไม่ได้ ใช้ Link เกี่ยวกับ ดนตรีในราชสำนักเกาหลี มาเขียน จริง ๆกลับต้องเอาเรื่อง ดนตรีไทยมาเขียน ไหน ๆ ก็ไหนๆ แล้วนี่

เพลงไทยเดิม ของ ไทย เรา มี 12 ประเภท คือ


1.เพลง สามชั้น 2.เพลง สองชั้น 3. เพลงชั้นเดียว 4. เพลงเถา 5. เพลงเกร็ด 6.เพลงตับ 7.เพลงหมู่ 8.เพลงเดี่ยว 9.เพลงใหญ่ 10.เพลงโหมโรง 11.เพลงท้ายเครื่อง 12.เพลงส่งท้าย

เราจะคุ้น กับ หลาย ประเภท เช่น
เพลงเถา หมายถึงเพลงที่ประกอบด้วย เพลง สามชั้น เพลงสองชั้น เพลงชั้นเดียว รวมกัน เริ่มบรรเลง จาก เพลงสามชั้น มาสองชั้น แล้วออกชั้นเดียว เป็นอันจบเถา

เพลงตับ คือเพลงที่บรรเลงเป็นเรื่องๆ โดยเอาเพลงเกร็ด ที่มีระดับเสียงเดียวกันมาบรรเลงติดต่อ มีร้องสลับ มุ่งให้ฟังเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนจบ เช่น ตับเรื่องกากี ตับเรื่องอิเหนาตอนไหว่พระ ตับเรื่องนิทนาชาคริต เป็นต้น

เพลงเกร็ด คือเพลงที่แยกบรรเลงโดดๆ แต่ละเพลง ด้วยเครื่องดนตรีทุกเครื่องพร้อมกัน บางท่านเรียก เพลง พลัด

เพลง สองชั้น ถือเป็นเพลงหลัก ถ้าจะแต่ง สามชั้น ก็ขยายขึ้นไป ถ้าชั้นเดียวก็ตัดทอนลงมา ใช้สำหรับร้องทั่วไป เช่นเพลงลาวเจริญศรี แขกสาหร่าย เขมร โพธิสัตว์
หนึ่งจังหวะของเพลงสองชั้น ต้องเล่นให้ได้ครบ 4 จังหวะ

เพลงสามชั้น คือการเอาเพลงสองชั้นมาขยายอีกเท่าตัว เช่นเพลงสองชั้นใช้เวลาแสดง 2 นาที เมื่อทำสามชั้น ใช้เวลา 4 นาที จังหวะจึงทอดช้าลงเป็นธรรมดา และ มี 4 จังหวะเหมือนกัน เช่นเพลงโสมส่องแสง ราตรีประดับดาว ( ของ รัชกาลที่ 7) คลื่นกระทบฝั่ง ( ของรัชกาลที่7 มีของเดิม เป็นเพลงสองชั้น อยู่ก่อน)

เพลงชั้นเดียว ทอนลงจากเพลงสองชั้นครี่งหนึ่ง จังหวะก็มี 4 เหมือนกัน จึงเร็วมาก

ส่วนเพลง โหมโรง คงคุ้น กับภาพยนตร์โหมโรง ที่ ท่านครู ศร ศิลปบรรเลง ตีระนาดเอก แข่ง กับ ท่านขุนอินทร์ กัน ทั้งไพเราะ ทั้งดุเดือด กัน นะคะ ท่านใดไม่ได้ ดู ภาพยนตร์โหมโรง น่าเสียดายมากๆ ที่ทอดทิ้ง ศิลปะดนตรีไทย


เพลงโหมโรง มีศัพท์ภาษาอังกฤษ ด้วย นะคะ คือ Overtrue เป็นการบรรเลงเป็นเพลงแรกก่อนบรรเลงจริงๆ ไม่มีการขับร้อง เป็นการมุ่งจะเตือนให้ผู้คนได้ทราบว่าการบรรเลงจะได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ตัวอย่างเพลงโหมโรงเช่น เพลงไอยเรศ มะลิเลื้อย กระแตไต่ไม้ เยี่ยมวิมาน ภิรมย์สุรางค์

ไอยเรศ ที่แปลว่าช้าง มีบทบาท กับ วิถีไทย เรามากเลย ใช้เป็นชื่อ ที่เกี่ยวข้อง กับ วิถีไทยมากมาย แม้ แต่ ชื่อ กล้วยไม้ป่า งดงามมาก




สำหรับประเทศไทยเรามี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์



พระองค์มีความสามารถทางอักษรศาสตร์เป็นอย่างดี ทรงร่วมนิพนธ์วรรณคดี กับสมเด็จพระราชบิดา ไว้หลายเรื่อง ได้แก่ อุณรุท รามเกียรติ์ อิเหนา และดาหลัง ซึ่งเรียกว่า พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1

Siamese theater group which performed in Berlin, Germany in 1900.



นอกจากนี้ยังได้ทรงนำบทละครเก่ามานิพนธ์ขึ้นใหม่ ได้แก่ ไกรทอง คาวี ไชยเชษฐ์ สังข์ทอง มณีพิไชย ฯลฯ
ด้านดนตรี ทรงเป็นเอตทัคคะในทาง สีซอสามสาย
ทรงโปรดซอสามสายมากถึงกับ ทรงสร้างซอสามสายไว้เป็นซอคู่พระหัตถ์ มีอยุ่คันหนึ่งทรงพระราชทานนามว่า “ ซอสายฟ้าฟาด” ในเวลาว่างจากพระราชกรณียกิจตอนกลางคืน มักจะโปรดทรง “ ซอสายฟ้าฟาด” เสมอถ้าไม่ร่วมวงก็มักทรงเดี่ยวด้วยพระองค์เอง

ทรงพระราชนิพนธ์ เพลง “บุหลันเลื่อนลอยฟ้า อันเป็นเพลงที่มีที่มาจากทรงสุบินนิมิตเป็นเพลงที่มีความไพเราะซาบซึ้งเป็นเยี่ยมเพลงหนึ่ง


Thai Traditional Music : Bu Lhan Loi Lean "บุหลันลอยเลื่อน"


ทรงโปรดการเขียนลวดลายอันวิจิตรงดงาม ตัวอย่างที่เด่นชัดปรากฎที่บานประตูวัดสุทัศน์เทพวราราม ( ทวารพระวิหารศรีศากยมุนี)
นอกจากนี้ ยังทรงมีฝีพระหัตถ์แกะสลักหุ่น พญารักใหญ่ และพญารักน้อย
ในรัชกาลของพระองค์ถือว่าเป็น “ ยุคทองแห่งศิลปะการดนตรีและนาฎศิลป์ “

สำหรับ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตั้งแต่พระชนมายุ ได้ 8 พรรษา ทรงติดตาม พระราชบิดาไปในงานสงครามทุกครั้ง
เมืองไทยเรายังมีเจ้านายที่ทรงเป็นอัจฉริยะทางดนตรีอีกหลายพระองค์

ทั้งนี้ไม่ได้รวม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เพราะ พระอัจฉริยะของพระองค์ หากจะกล่าวถึงนั้นมากมาย แทบทุกศาสตร์ ทุกแขนง และถือเป็นยุคปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นนักดนตรี เฉกเช่นเดียวกับพระเจ้า ถังไทจง แห่งราชวงศ์ถัง


ข้อความจากปกิณกะการดนตรีและเพลงไทย ของ สมบัติจำปาเงิน สำเนียง มณีกาญจน์


สำหรับ คอหนังจีน พระองค์ก็คือหลี่ซื่อหมิน โอรสของ หลี่หยวนที่ตั้งตนเป็น พระเจ้าถังเกาจู ปฐมกษัตริย์ ราชวงศ์ถัง มี โอรส 3 องค์ คือ หลี่เจิ้นเฉิง ซึ่งเป็นรัชทายาท หลี่ซื่อหมิน และหลี่หยวนจี่ และเกิดศึกสายเลือด ถึงขั้นสังหารกันเองระหว่างสามองค์ชาย จนหลี่ซื่อหมิน ได้ เป็น ถังไท่จง ฮ่องเต้


ถังไท่จงฮ่องเต้ ก็ถือเป็นยุคทองของราชวงศ์ถัง แต่ เพิ่งมาพบข้อความนี้ ทั้งที่ หนังสือเล่มนี้ซื้อมาเกือบ ยี่สิบปีแล้ว (เพราะอ่านไม่ละเอียดนั่นเอง ) ก็ เลยถึง บางอ้อว่า


ทำไมละคร เรื่อง บูเซ็กเทียน เวอร์ชั่น ที่ ฝง เป๋า เป่า แสดง เป็น บูเซ็กเทียน ในครั้งที่ยังเป็น พระสนมบูเหม่ยเหนียง ถึง มีบท ที่สนม บู ออกมารำถวายพระพร หน้าพระที่นั่ง ของ ถังไท่จง ฮ่องเต้

และต่อ มาเป็นพระสนม ของ ถังเกาจงฮ่องเต้ อีก ( ถังเกาจง ฮ่องเต้ คือองค์ชาย หลี่จื้อ โอรส หนึ่งในสามของ ถังไท่จงฮ่องเต้ องค์ชายทั้งสามขัดแย้งกัน ถังไท่จง ทรงเลือกองค์ชายหลี่จื้อ เพราะทรงอ่อนโยน กว่าองค์อื่น เพื่อไม่ให้ โอรสอีก 2 องค์ ถูกฆ่า)

ที่แท้ ถังไท่จง ฮ่องเต้ ทรงเป็น นักดนตรี มิใช่แค่ พอพระทัยในดนตรีอย่างที่เคยเข้าใจมานั่นเอง

บทความที่เขียนมาอ้างถึงกษัตริย์ สองพระองค์ 2 ชาติ บังเอิญเนื้อหา กลับโยงไปถึง กษัตริย์ อีกพระองค์ และอีกชาติจนได้ แต่ขอโยงอย่างสั้นที่สุด และ กลายเป็นส่ามกษัตริย์ ศิลปิน

และก่อนที่จะพูดถึงนาฎศิลป์ของเกาหลี ต้องขอโชว์นาฎศิลป์ไทยที่งดงามบ้างนะคะ เช่น ระบำเทวีศรีวิชัยที่คิดค้นสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในสมัย รัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 9 นี่เอง

ระบำชุดนี้ สร้างสรรค์ ขึ้นใหม่โดย พีรมณฑ์ ชมธวัช และ ทีมงาน คณะละครอาภรณ์งาม ท่ารำนั้น เป็นการออกแบบบนพื้นฐานของนาฏยศัพท์จากระบ ำสุโขทัยโดยท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี นำเพลงเก่ามาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่
ออกแบบเครื่องแต่งกายขึ้นใหม่ จากการศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และ เทวรูปสมัยสุโขทัย



Srivichai's Princess Dance [Tae-wee Srivichai]:ระบำเทวีศรีวิชัย

นาฎศิลป์ ของเกาหลี

ศิลปะการร่ายรำของเกาหลี แบ่งเป็นสองประเภทเช่นเดียวกับดนตรี คือแบบราชสำนัก และแบบพื้นบ้าน ในแบบฉบับของราชสำนักนั้น ท่าทางของการรำจะช้าและสง่างามซึ่งสะท้อนปรัชญาของการเดินสายกลางและการระงับอารมณ์ความรู้สึก เป็นอิทธิพลมาจากปรัชญาขงจื้อ ในทางตรงกันข้ามระบำพื้นบ้านซึ่งสะท้อนชีวิตการทำงานและศาสนาของสามัญชนจะใช้จังหวะและทำนองที่สนุกสนาน เป็นลักษณะของการแสดงออกที่เป็นอิสระและมีชีวิตชีวาของคนเกาหลี เช่นระบำของชาวนาชาวไร่ ระบำหน้ากาก และการร่ายรำทางไสยศาสตร์

Samgo-Mu (Korean Tradition Drum Dance)



คุณ ร้อยตะวัน เคย นำระบำกลอง มาใช้พวกเราชมกันแล้วนะคะ

ส่วนจิตรกรรมแบบดั้งเดิม

จิตรกรรมแบบเกาหลี แตกต่างจากรูปแบบของตะวันตกอย่างสิ้นเชิงด้วยลักษณะของลายเส้นและการให้สี ซึ่งเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของศิลปะตะวันออก การค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับจิตรกรรมโบราณในสุสานหลวง จากยุคสามอาณาจักร ( 57 ปี ก่อนคริสตศักราช-ค.ศ. 668 ) ช่วยให้ เราสามารถเข้าใจวิถีชิวิตของคนในสมัยนั้น

( หมายเหตุ ที่มาของข้อมูล ที่ใช้ 57 ปี ก่อนคริสตศักราช ก็ น่า จะเป็น เรื่องของ อาณาจักร ชิลลา แต่พอลงท้ายเป็น ค.ศ. 668 อัน ปี ปีที่ โคคุเรียว ล่มสลาย ท่านผู้ อ่าน ใช้ การวินิจฉัยเองแล้วกันนะคะ และ ในเวปนี้ ก็ เคย ลงภาพ จิตรกรรมที่ค้นพบใน สุสาน ของราชวงศ์ โคคุเรียว มาแล้ว ครั้งที่ กล่าวถึง ละคร Legend ของ เบ ยองจุน )

ต่อมาสมัยราชวงศ์ โคเรียว (ค.ศ. 918-1392)ศาสนา พุทธ มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด มีงานจิตรกรรม แบบพุทธ และศิลปวัตถุ อื่นๆ เกิดขึ้นมากมายในวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ส่วน ในสมัย ราชวงศ์ โซซอน...เคยลงข้อความแล้วค่ะ)



ส่วนข้างล่างนี้ ก็รบกวนอ่านเอง แล้วมีท่านใดจะใจดีแปลไทยให้ จะเป็นพระคุณอย่างสูง ข้อความนี้มาจาก link ที่คุณ ร้อยตะวันให้มาค่ะ



Kuk-Ak is to be classified into Ah-ak, Dang-ak, Hyang-ak, Jeong-ak.Ah-ak : It's the traditional music which is performed at the Royal Court ceremonies in the ancient Korean State and Chosun Dynasty. It is the ancient Chinese music and originally it is called the music for the Chinese religious ceremonies. It was performed at the religious services, which the Court held for Wongu, Sajik, Taemyo, Seonnong, Seonjam and Kongjamyo, and at the national grand banquets. Ah-ak, which we know today, is the music for religious ceremony of Confucian shrine. Dang-ak: It is the music from Dang Dynasty and the Song, which was flown in the era of the Shilla kingdom and the ancient Korea State. Dang-ak includes the folk music from the Song. It has been coming into the Korean Peninsula from the late Shilla Kingdom to the ancient Korean State. Dang-ak was named to distinguish from Hyang-ak. Dang-ak can be devided by Nakyangchoon, Boheoja, Sooryongeum, Eokchiso, and Hawoonbong. Hyang-ak: It includes the genuine ancient music before Dank-ak came in and the music from the western side of China before the Dang Dynasty.

Kayagum Sanjo played by Hwang Byong-gi
However, today's folk music is not included. The most music except Ah-ak and Dang-ak from Palace and the intellectual class are included in Hyang-ak. Jeong-ak: It is the music that was played in Palace and the intellectual class such as Ah-ak, Dang-ak and Hyang-ak. Jeong-ak includes the music for religious services for the Ancestral Shrine of the Royal family, honoring the Royal Court, and for the Civil and Military authority.

Chulhyungum Sanjo

Also, it includes the musical pieces from Yeominrak, Nakyangchoon, Boheoja, Cheeta, and the derivative music from each musical pieces.Minsok-ak(Folk music): It is the exact opposite from Jeong-ak. The general public enjoyed Minsok-ak. Minsok-ak covers Sanjo, Pan-Sori, Jabga, Minyo, Nongak. Jabga includes Shibee Jabga, Wheemori Jabga, Seodo Jabga, Santaryung, Gayageum Byungchang, Seon-sori. Besides, there are songs like folk songs which were handed down among the people. These are holding the great portion of Minsok-ak. Most of these were begun as the farmers and the fishers sang when they did the religious services or did working. It happened spontaneously without any particular composer. Emotions of life from the people are simply reflected in those music.

Source :

http://wehavenozen.blogspot.com/2008/03/jin-hi-kim-x2.html

https://eee.uci.edu/programs/rgarfias/films.html

http://whale.ulsan.go.kr/php/app/contents/source/contents.php?id=711&code=echb&type=A

Amornbyj@Copyright


11.6.09

Geomungo / โกมังกู ...พิณเกาหลีโบราณ...


ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอต่อกันอีกสักนิดกับเครื่องสายของเกาหลี “โกมังกู” ที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง A Frozen Flower นะคะ



“โกมังกู” (geomungo) หรือ “ฮยอนกึม” (hyeongeum) เป็นเครื่องสายโบราณของเกาหลี (ซึ่งดิฉันขอเรียกว่า พิณเกาหลี แล้วกันนะคะ) เหล่าบัณฑิตเชื่อกันว่าชื่อนี้มาจากคำว่า “โกคูรยอ” และโดยความหมายก็คือ “พิณแห่งโกคูรยอ” หรืออีกนัยหนึ่งก็แปลได้ว่า “พิณสีดำ”

เครื่องสายชนิดนี้มีปรากฏมานานตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 จนถึงศตวรรษ 7 ในสมัยอาณาจักรโกคูรยอ ตามที่ปรากฏใน Samguk Sagi หรือตำนานแห่ง 3 อาณาจักร (หรือจะเรียกว่าสามก๊กฉบับเกาหลีก็คงพอได้นะคะ) ซึ่งเขียนไว้ในปี ค.ศ. 1145 “โกมังกู” ประดิษฐ์โดยเสนาบดี Wang San-ak โดยมีต้นแบบจากเครื่องสายโบราณของจีน “กู่เจิ้ง” (พิณ 7 สาย) โดยมีหลักฐานการปรากฏของเครื่อสายชนิดนี้อยู่ในภาพวาดในสุสานสมัยโกคูรยอ

“โกมังกู” มีความยาวประมาณ 162 ซ.ม. และกว้าง 23 ซ.ม. (ยาว 63.75 นิ้ว และกว้าง 9 นิ้ว) มีสายทั้งหมด 16 สาย เวลาเล่นผู้บรรเลงต้องนั่งบนพื้น แล้วใช้ไม้ดีดที่จับด้วยมือขวา ในขณะที่มือซ้ายกดที่สายพิณเพื่อให้เกิดเสียงสูงต่ำ (น่าจะคล้ายๆ กีต้าร์มั้งคะ เพราะกดสายแล้วใช้ปิ๊กดีดเหมือนกันเลย) เครื่องดนตรีชนิดนี้ใช้บรรเลงทั้งบทเพลงในราชสำนักและบทเพลงพื้นบ้าน
ตามรูปพรรณสัณฐานและวิธีการเล่นทำให้คนมักเชื่อกันว่านี่เป็นเครื่องดนตรีที่เหมาะสำหรับ “ผู้ชาย” มากกว่า “กยากึม” (gayageum) พิณเกาหลีอีกแบบที่มี 12 สาย แต่เครื่องดนตรีทั้ง 2 ชนิดสามารถเล่นได้ทั้งหญิงและชาย

จินฮีคิม ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลี ซึ่งเป็นทั้งนักดนตรีและนักแต่งเพลง ได้เล่นโกมังกูไฟฟ้าที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่เพื่อให้กลายเป็นเครื่องดนตรีแบบสากล



Geomungo [ 거문고 or 현금 ]

The geomungo or hyeongeum (literally "black zither") is a traditional Korean stringed musical instrument of zither family instrument with both bridges and frets. Scholars believe that the name refers to Goguryeo and translates to "Goguryeo zither" or that it refers to the colour and translates to "black crane zither".

The instrument originated circa the fourth century through the 7th century from the kingdom of Goguryeo, the northernmost of the Three Kingdoms of Korea, although the instrument can be traced back to the 4th century.

According to the Samguk Sagi (Chronicles of the Three Kingdoms), written in 1145, the geomungo was invented by prime minister Wang San-ak, by using the form of the ancient Chinese instrument gugin (also called chilhyeongeum, literally "seven-string zither"). Archetype of the instrument is painted in Goguryeo tombs. They are found in the tomb of Muyongchong and Anak Tomb No.3.

The geomungo is approximately 162 cm long and 23 cm wide (63.75 inches long, 9 inches wide), and has movable bridges called Anjok and 16 convex frets. It has a hollow body where the front plate of the instrument is made of paulownia wood and the back plate is made of hard chestnut wood. Its six strings, which are made of twisted silk passed through its back plate. The pick is made from bamboo sticks in the size of regular household pencil.

The geomungo is generally played while seated on the floor. The strings are plucked with a short bamboo stick called suldae, which is held between the index and middle fingers of the right hand, while the left hand presses on the strings to produces various pitches. The most typical tuning of the open strings for the traditional Korean music is D#/Eb, G#/Ab, C, A#/Bb, A#/Bb, and A#/Bb an octave lower than the central tone. The instrument is played in traditional Korean court music and the folk styles of sanjo and sinawi.

Due to its characteristically percussive sound and vigorous playing technique it is thought of as a more "masculine" instrument than the 12-string gayageum (another Korean zither); both instruments, however, are played by both male and female performers.

The Korean-born, U.S. resident geomungo performer and composer Jin Hi Kim plays a custom-made electric geomungo in addition to the regular instrument.

[Special Thanks to wikipedia.org]

Ladaymoon@Copyright

9.6.09

Silla formally adopts Buddhism in 527.

พระพุทธศาสนาเป็นสัญญลักษณ์ที่สำคัญของอาณาจักรชิลลา
Silla (57 B.C.E. - 935 C.E.),




Seokguram Buddha
พุทธศาสนากับ อาณาจักร ชิลลา

คำตอบมาจากคุณ ร้อยตะวัน เจ้าแม่ประวัติศาสตร์ ( ไม่เฉพาะเกาหลีนะคะ ..ขอบอก)

ได้ข้อมูล มาแต่เช้า ขณะยังขับรถอยู่ อาจมีเนื้อหาตกหล่นไว้ตามสี่แยกไฟแดง 2 – 3 แห่ง และยังขณะกลับบ้านอีก เหลือมาแค่ไหน ก็ไม่ว่ากันนะคะ
ศาสนาพุทธ เข้าไปใน ชิลลา ใน ค.ศ. 527 รัชสมัย กษัตริย์ Beopheung กษัตริย์พระองค์ที่ 23 ของชิลลา ซึ่งทรงครองราชย์ ในระหว่าง ปี ค.ศ. 514-540 ซึ่งล้าหลังกว่า โคคุเรียว 155 ปี และล้าหลัง แพคเจ 143 ปี

บนคาบสมุทรเกาหลี ในช่วงต้นๆ เชื่อเรื่อง ไสยศาสตร์มาก และ อาณาจักร ชิลลา เอง ก็ถือได้ว่า เกิดก่อนอาณาจักร โคคุเรียว
กษัตริย์ จูมง ทรงสถาปนา อาณาจักร โคคุเรียว เมื่อ 37 ปี ก่อน คริสต์ศักราช
ส่วนกษัตริย์ Hyeokgeose ต้นตระกูล Park รวบรวมอาณาจักร ชิลลา ในปี 57 ปีก่อนคริสต์ศักราช
( His surname was Park , which come from the Korean word for “ gourd” , because he was born from an egg shaped like a gourd )
ส่วนกษัตริย์ จูมง (Jumong is described as son of Hae Mosu ( heaven) and Yuhwa ( daughter of the river God Haback



นี่คือความเชื่อของบรรพบุรุษ ของคนบนคาบสมุทรเกาหลี ก่อนคริสตกาล ซึ่งหากย้อนไปให้นานกว่านั้น
เมื่อ5 พันปีมาแล้ว เกาหลี มี เทพบนสวรรค์ คือเทพฮวันอิน และโอรสสวรรค์ คือเทพฮวันอุง ซึ่งเป็นที่มาของต้นกำเนิด ทันกุน วังคอม อันเป็นการเริ่มต้น ประวัติศาสตร์ชนชาติเกาหลี หรือ หากจะถอยหลังไปอีก สัก 5 หมื่น ปี

เป็น ยุคก่อนประวัติศาสตร์
ได้มีการขุดค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหินที่บ่งบอกถึงการตั้งถิ่นฐานบนคาบสมุทรเกาหลีซึ่งมีอายุประมาณ 50,000 ปี ทำให้ทราบว่ามีผู้คนอาศัยอยู่บนคาบสมุทรเกาหลีมาตั้งแต่สมัยยุคหินเก่าแล้ว หลังจากนั้นได้มีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาที่ทำจากดินเหนียวปนทราบประเภทไห ซึ่งมีลักษณะลวดลายเป็นแนวยาว โดยนักโบราณคดีได้เรียกเครื่องปั้นดินเผารูปแบบนี้ว่า “เครื่องมือเครื่องใช้ลายฟันหวี” เครื่องปั้นดินเผาแบบนี้นั้น พบมากในบริเวณเอเชียเหนือและแถบไซบีเรีย

นอกจากนี้แล้ว ยังพบเครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ เช่น หัวธนูและมีดที่ทำจากหิน ฉมวกและตาข่ายดักปลา ทำให้ทราบว่า บรรพบุรุษชาวเกาหลีในสมัยก่อนนั้น ตั้งถิ่นฐานอยู่แถบชายทะเล หาเลี้ยงชีพด้วยการจับปลาและล่าสัตว์ จากนั้น ก็ได้มีการขยายการตั้งถิ่นฐานเข้ามาด้านในของคาบสมุทรมากขึ้น ได้มีการริเริ่มทำการเพาะปลูกขึ้นแล้วในสมัยนี้ หลังจากนั้นแล้ว ก็ได้มีการรับเอาเทคโนโลยีการผลิตโละหะสัมฤทธิ์จากจีนมาใช้ทำเป็นอาวุธ

ชาวเกาหลีในขณะนั้น อาศัยอยู่ตามถ้ำ มีการรวมกลุ่มกันครอบครัว และรวมตัวกันเป็นสายตระกูล โดยมีชายที่มีอายุมากที่สุดในสายตระกูลเป็นหัวหน้า เมื่อหัวหน้าตระกูลตัดสินใจอะไร สมาชิกก็ต้องปฏิบัติตาม ยกเว้นการตัดสินใจในเรื่องสำคัญจะมีการปรึกษากันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน นอกจากหัวหน้าสายตระกูลจะมีหน้าที่ทางด้านการปกครองแล้ว ยังมีหน้าที่ทางศาสนาด้วย ชาวเกาหลีในสมัยนั้นยังมีคติความเชื่อว่ามีวิญญาณในธรรมชาติและจักรวาล (Animism) และหัวหน้าตระกูลได้รับการยอมรับว่าสามารถติดต่อกับวิญญาณเหล่านี้ได้ ดังนั้น หัวหน้าตระกูลจึงต้องประกอบพิธีกรรมบวงสรวงวิญญาณเพื่อป้องกันเหตุร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นกับสายตระกูลของตน


ที่มา: cyberlab มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ถ้าได้ดู ภาพยนตร์ ของอาณาจักร ชิลลา โบราณเรื่อง ตำนานรัก ทะเลสาบพันปี
( ดิฉัน รู้จักภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะ คุณ ร้อยตะวัน กรุณา ส่งมาให้ดู เกือบ สองปีแล้ว)
ภาพยนตร์ก็จะสื่อ ถึงความเชื่อ ในตำนาน ในเรื่องของไสยศาสตร์ ชัดเจนกว่า ตำนานในอาณาจักร พูยอ ของกษัตริย์ กึมวา และ โคคุเรียว ของกษัตริย์ จูมง รวมทั้งยุคของ องค์ชายทัมด๊ก ด้วย

อาณาจักร ชิลลา แบ่งเป็น 2 ช่วงสมัย

Silla ( Pre - Unification) ระหว่าง 57 ปี ก่อนศริสต์ศักราช ถึง ค.ศ. 661 ) มีกษัตริย์ 29 พระองค์
และ Later Silla ( Post- Unification) ระหว่าง ปี ค. ศ. 661- 935 มีกษัตริย์ นับต่อ จาก องค์ที่ 29 ของ Pre-Unification รวมทั้งสิ้นมีกษัตริย์ 55 พระองค์

Queen Seondeok of Silla


Queen Seon Duk (MBC, 2009) กำลังออกอากาศที่ประเทศเกาหลีใต้



อาณาจักร ชิลลา เป็น อาณาจักรของเกาหลีที่เคยมี ราชินี ทรงเป็นผู้ปกครองอาณาจักร
คือใน รัชสมัยกษัตริย์ ลำดับที่ 27 คือ Queen Seondeok (ค.ศ.632- ค.ศ. 647 )
Queen Jindeok ( ค.ศ. 647-654)
และ ลำดับ ที่ 50 คือ Queen Jinseong (ค.ศ. 887-897)

ในรัชสมัยของ กษัตริย์องค์ที่ 23 ของ ชิลลา คือกษัตริย์ Beopheung




By the time of his reign, Buddhism had become fairly common in Silla, as it had been introduced much earlier by Goguryeo monks during King Nulji's reign.



( แทรก Nulji คือกษัตริย์ องค์ ที่ 19 ของชิลลา (ค.ศ.417-458 )ซึ่งจะตรงกับรัชสมัยของ กษัตริย์ Jangsu กษัตริย์พระองค์ที่ 20 ของ โคคุเรียวซึ่งเป็นโอรสของกษัตริย์ กวางแกโต มหาราช ทรงครองราชย์ ในช้วง ค.ศ. 419-490)


One of King Beopheung's ministers, a man named Ichadon, was a Buddhist convert who had even shaved his head and took the tonsure. He constantly implored the king to adopt Buddhism as the state religion, and in fact King Beopheung himself had become fond of Buddha's teachings. However, the other ministers of Silla were greatly opposed to this, and expressed such defiance to the king. Beopheung, having been persuaded by his ministers, was at a crossroads, and encountered great reluctance to change. At this time, Ichadon suggested his own martyrdom and pleaded with the king to execute him in public for the cause of Buddhism. This the king refused to do, and so Ichadon deliberately insulted the ministers of the kingdom, thus provoking the anger of the king. In the end, Ichadon was executed in public, but before his head was cut off, he stated that the blood spilled from his body would not be red but milky white. According to the Samguk Yusa, his predictions proved correct, and Ichadon's milky blood horrified the ministers of the kingdom. As a result of Ichadon's matyrdom, King Beopheung finally chose Buddhism as the state religion. However, true Buddhist freedom in Shilla would not begin until the reign of King Jinheung reign.


( แทรก กษัตริย์ Jinheung กษัตริย์ องค์ ที่ 24 ของชิลลาทรงเป็นหลาน ของกษัตริย์ Beopheung ทรงขึ้นสู่บัลลังก์ราชันย์ด้วยพระชนม์เพียง 7 พรรษา


ทั้ง กษัตริย์ Beopheung และกษัตริย์ Jinheung ทรง เป็น กษัตริย์ ที่ยิ่งใหญ่ ของอาณาจักร ชิลลา)

จาก วิกิพีเดีย

จาก ชิลลา ในศตวรรษ ที่ 5 ขอเดินหน้าข้ามขุนเขาลำเนาไพร แต่ ไม่ข้ามทะเลหรอกนะคะ แม้ว่าชิลลาจะอยู่ติดทะเลก็ตามทีเพราะหากข้ามทะเลมา อาจ ออกไปนอก คาบสมุทรเกาหลี ไปเลย หรือ อีกที่ ก็ไปที่ แพคเจ แทนที่จะได้ ไป Goryeo

ที่Goryeo ในปี ค.ศ. 1330-1374 รัชสมัย กษัตริย์ กงนิม ทรงทำให้ ประเทศเกาหลี เกิดความเปลี่ยนแปลงตามมาหลังจากที่ อาณาจักร Goryeo ล่มสลาย เป็น อาณาจักรโซซอน



Goryeo Buddhist painting




กษัตริย์ กงนิม ทรงสนิทสนมกับพระภิกษุ ชินดอน ซึ่งพระภิกษุ ชินดอน องค์นี้ ได้เดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศ ธิเบต และได้ พบ ตำรา หลักปรัชญา ขงจื้อ ที่แพร่หลายในประเทศธิเบต เมื่อกลับจาก ประเทศธิเบต ยังได้เดินทางไปประเทศจีน ก่อนที่จะเดินทางกลับมาที่ Goryeo



พระภิกษุองค์นี้ ได้นำตำราหลักปรัชญา โดยเฉพาะในเรื่องชนชั้น กลับมาเผยแพร่ให้กษัตริย์ กงนิม
แล้ว ลัทธิ ขงจื้อ ก็เริ่มแพร่หลาย ใน Goryeo

( หลักปรัชญานี้ จะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับศาสนาพุทธ เพราะศาสนาพุทธ จะถือความเสมอภาค ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ )

18 ปี ต่อมา หลัง กษัตริย์ กงนิม สิ้นพระชนม์ Goryeo ก็ล่มสลาย กลายเป็น อาณาจักร โซซอน โดย นายพล ลี ซองแก ของ Goryeo

หลักปรัชญาของขงจื้อ กลับยิ่งแพร่หลายไปทั่วอาณาจักร โซซอน

สมัยราชวงศ์โซซอน (ค.ศ.1392-1910) มีการยกย่องลัทธิขงจื้อกลายเป็นหลักปรัชญาในการบริหารประเทศ เป็นคติธรรมประจำชาติและสร้างสรรค์งานด้านวรรณศิลป์ บรรดา ปัญญาชนในสมัยโซซอนจึงผลิตงานศิลปะที่แสดงถึงอิทธิพลของลัทธิขงขื้อและศิลปะแบบจีน

( ข้อมูล โดย ร้อยตะวัน)
หากดิฉัน เขียนสิ่งใดผิดพลาดไป คุณ ร้อยตะวัน กรุณา แก้ไข ด้วยนะคะ

Shin Don



Decline and fall of Goryeo

The Mongol Yuan Dynasty dominated Goryeo when King Gongmin took over the throne. Forced to spend many years in the Yuan court, sent there in 1341 as a virtual prisoner before becoming a king, he married the Mongol princess Nogukdaejang Gongju (노국대장공주, 魯國大長公主). In the mid-fourteenth century Yuan dynasty began to crumble, soon replaced by the Ming dynasty in 1368. Gongmin attempted to reform the Goryeo government. In his first royal act, he removed all pro-Mongol aristocrats and military officers from their positions. King Gongmin followed that by attacking the Yuan.



Mongols had annexed the northern provinces of Korea after the invasions, incorporating them into their empire as Ssangseong (쌍성총관부, 雙城摠管府) and Dongnyeong (동녕부, 東寧府). The Goryeo army retook those provinces with the help of defector Yi Ja-chun, a minor Korean official in service of Mongols in Ssangseong, and his son Yi Seonggye. The campaigns of General Yi Seonggye and Ji Yongsu in Liaoyang also proved a major factor in the victory. Following the death of his wife, Nogukdaejang Gongju in 1365, King Gongmin became consumed with grief, losing his interest in the affairs of state, entrusting the throne to a monk Shin Don (신돈, 辛旽). Shin Don ruled for six years until killed by a court official close to him. From that time, Goryeo quickly slid toward collapse.

In 1388, King U and general Choe Yeong planned a campaign to invade present-day Liaoning of China. King U put general Yi Seong-gye (later Taejo) in command, but he stopped at the border and rebelled. Goryeo fell to General Yi in 1392. He then established the Joseon Dynasty.

Source :
http://www.imbc.com/broad/tv/drama/sindon/index.html
http://www.newworldencyclopedia.org/entry/Goryeo




7.6.09

Why Must be "BYJ....Again" about World Environment Day"

ต้องขออภัยสำหรับความล่าช้ากับบทความนะคะ กลับมาแล้วค่ะ สำหรับ
คำว่าสุภาพบุรุษ และไม่ต้องแปลกใจนะคะที่นำไปผูกโยงกับเรื่อง วันสิ่งแวดล้อมโลก
เพราะเนื่องจากวันนี้เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งคุณเบยองจุนของเราก็ได้ชื่อว่า
เป็นนักอนุรักษ์คนหนึ่งทีเดียว ซึ่งเป็นอย่างไรจะพูดถึงภายหลังนะคะ แต่ตอนนี้
อยากจะพูดถึงกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับวันสิ่งแวดล้อมโลกค่ะ
เห็นรูปก็คงจะเดาได้แล้วนะคะว่าผู้เขียนจะพูดถึงอะไร แน่นอนค่ะเกี่ยวเนื่องกับ
โลกใต้ทะเลแน่ ๆ สังเกตดี ๆ ใครพอจะจำรูปคล้าย ๆ อย่างภาพนี้ได้บ้าง
ภาพปลาการ์ตูนที่อยู่ในดงดอกไม้ทะเล ซึ่งเป็นผลงานของช่างภาพ
ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง คือ
Mr.Laurent Ballesta & Pierre Descamp"

ที่เคยมาเที่ยวทางหมู่เกาะทะเลทางภาคใต้ของไทย เมื่อ 17 ปีก่อน
และได้ถ่ายภาพเจ้าปลาการ์ตูนไว้ และระหว่างวันที่ 5มิถุนายน -12สิงหาคม
นี้ จะมีนิทรรศการเกี่ยวกับภาพถ่ายทางทะเลของทั้งสองท่านนี้
จำนวน 88 ภาพ มาจัดแสดงที่ สยามโอเชี่ยนเวิร์ด และบริเวณ
ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซนทรัลเวิร์ด ซึ่งภาพที่จัดแสดงสื่ออย่าง
ชัดเจนถึงความสวยงามของโลกใต้ทะเลที่ช่างภาพทั้งสอง
ได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อเก็บภาพความสวยงามภายใต้ท้องทะเล
อีกทั้งภาพที่สื่อถึงมลภาวะทางทะเล ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของ
น้ำมือมนุษย์ เพื่อสื่อให้เห็นถึงผลเสียของการกระทำอันเกิดจาก

ความมักง่ายของ "มนุษย์" ซึ่งนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เกิด
แรงจูงใจในการเดินทางไปเก็บรวบรวมภาพตามสถานที่ท่องเที่ยว
และแหล่งธรรมชาติอันสวยงาม ที่กำลังจะถูกนำมาอวดต่อ
สายตาชาวโลกจาก อัลบั้มรวมภาพ ที่ผู้ชายชื่อ เบยองจุน
ตั้งใจนำเสนอด้วยใจที่ต้องการเผยแพร่ พร้อมทั้ง ชักชวน
ให้ทุกคนที่เคยได้ไปสัมผัส หรือ กำลังจะเดินทางไปสัมผัส
ได้รู้จักถึงคำว่า "อนุรักษ์" สถานที่ท่องเที่ยว
อันสวยงามให้คงอยู่คู่โลกใบนี้ของเรา อีกนาน...เท่านาน
และเราทุกคน ก็คงอยากเห็นโลกใบนี้ คงสวย และน่าอยู่ไปอีกนาน..
จริงไหม?
แล้วเจอกันในตอนต่อไปนะคะ
"Yimpan"







1.6.09

Korea calls for close ties with Asean / การประชุมสุดยอด "อาเซียน-เกาหลี" แผนสู่สันติภาพและความรุ่งโรจน์แห่งอนาคต



การประชุมสุดยอด "อาเซียน-เกาหลี" แผนสู่สันติภาพและความรุ่งโรจน์แห่งอนาคต
โดย จ็อง แฮ มุน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ประจำประเทศไทย


ประเทศไทย.. ประเทศแม่ ผู้ให้กำเนิดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ประเทศไทย.. ประเทศผู้ให้กำเนิดกฎบัตรอาเซียน ปี 2008 และ...

ประเทศไทย.. ประเทศผู้เข้าร่วมการประชุมพิเศษสุดยอดอาเซียน-เกาหลี 2009

เกาะเจจู คือสัญลักษณ์แห่งสายสัมพันธ์ทางจิตใจของสองมิตรประเทศ และจะเป็นเวทีเริ่มต้นแห่งการรวมพลังอันแรงกล้าเพื่อการพัฒนาความรุ่งโรจน์ร่วมกันของทั้งสาธารณรัฐเกาหลีใต้ แห่งเอเชียตะวันออก และประเทศไทย แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะเจจู ซึ่งเสมือนเกาะภูเก็ตของไทย ได้ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกทางธรรมชาติโดยองค์กรยูเนสโก อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังเป็นสถานที่ถ่ายทำละครเรื่อง "แดจังกึม" ละครเกาหลีที่ชาวไทยโปรดปราน

และในวันที่ 1 มิถุนายน ณ เกาะเจจู จะมีการจัด "การประชุมสุดยอดอาเซียน-เกาหลี" เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 20 ปีของกลุ่มประเทศสมาชิกกับสาธารณรัฐเกาหลีใต้นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1989 เป็นต้นมา โดยในการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ประธานาธิบดี อี มย็อง บัก จะมาเข้าร่วมประชุมด้วย

ในช่วงที่ 1 สุดยอดผู้นำของเกาหลีและไทย รวมทั้งผู้นำจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนจะเจรจาพูดคุยเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ของความสัมพันธ์อาเซียน-เกาหลีตลอด 20 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งจะมีการอภิปรายเพื่อหาแนวทางความร่วมมือเพื่อการพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ, การเมือง, สังคม, วัฒนธรรมระหว่างประเทศสมาชิก ในช่วงที่ 2 จะเป็นการอภิปรายเพื่อพิจารณาหาแนวทางเพิ่มมาตรการความร่วมมือระหว่างประเทศ ร่วมกันแก้ไขปัญหาโลก อาทิ มาตรการป้องกันโรคติดต่อ, วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงิน, มาตรการความปลอดภัยทางด้านอาหารและพลังงาน, การรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนและการเติบใหญ่แบบสีเขียว (Low Carbon, Green Growth) ต่างๆ เป็นต้น

"การประชุมสุดยอดอาเซียน-เกาหลี" ในครั้งนี้จะเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรก และเปี่ยมไปด้วยความหมาย หลังจากประเทศกลุ่มอาเซียนได้กำหนดให้กฎบัตรอาเซียนมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ.2008

ประเทศเกาหลีและอาเซียนมีมติที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างประเทศจากเดิม 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1 แสน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2015 อีกทั้ง ยังขยายบทบาทของ "มาตรการริเริ่มเชียงใหม่" (Chiangmai Initiative) รวมทั้งจัดตั้งกองทุนร่วมกันของภูมิภาคอาเซียน ขยายวงเงินทุนจากเดิม 8 หมื่นล้านเหรียญ เป็น 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อการช่วยเหลือแบบพหุภาคีด้วยการช่วยเหลือประเทศสมาชิกทุกที่

การประชุมครั้งนี้จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำ CEO อาเซียน-เกาหลี, การแสดงวงออเคสตราดนตรีพื้นเมืองอาเซียน-เกาหลี, นิทรรศการการเติบใหญ่แบบสีเขียว, งานเอ็กซ์โปการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมนานาชาติ และการแสดงต่างๆ บนเวทีอีกนานาชนิด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมสุดยอดผู้นำ CEO นั้น จะเป็นการประชุมที่เต็มไปด้วยความหมาย เพราะสุดยอดผู้นำของไทยกว่า 30 คนจากวงการธุรกิจ จะได้พบปะเจรจากับสุดยอดผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภาครัฐ และภาคเอกชนของประเทศเกาหลีและประเทศสมาชิกอื่นกว่า 450 คน มาร่วมอภิปรายภายใต้หัวข้อ "ความเปลี่ยนแปลง กับความท้าทาย และการร่วมมือเพื่อความรุ่งโรจน์แห่งเอเชีย" ทั้งนี้ จะมีการหารือแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจที่บรรดานานาประเทศประสบอยู่ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นและประกายแห่งความสดใสในอนาคต ในการนี้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะปาฐกถานำการประชุมต่อจากประธานาธิบดี อี มย็อง บัก อีกด้วย

และในช่วงเย็นของวันนั้น จะมีการแสดงดนตรีวงออเคสตราดนตรีพื้นเมืองอาเซียน-เกาหลี นักแสดงดนตรีกว่า 86 คน มาร่วมแสดงด้วยกัน สำหรับไทย จะแสดงบทเพลง Rice"s Life ซึ่งประพันธ์โดย Chaibhuk Bhutrachinda เป็นหนึ่งใน 13 บทเพลงทั่วอาเซียน ซึ่งมีนักแสดงจากประเทศไทยจำนวน 9 คน นับได้ว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างมากกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดงานเอ็กซ์โปส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมนานาชาติ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) ได้เชิญองค์กร บริษัท ห้างร้านที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และบริษัททัวร์ต่างๆ เข้าร่วมงานเพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวของไทยในงานเอ็กซ์โปนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งงานจะเริ่มจัดตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม เป็นเวลา 4 วัน คาดว่าประเทศไทย ประเทศหนึ่งซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะใช้โอกาสนี้เป็นสื่อกลางเพื่อเพิ่มศักยภาพและพลังแห่งธุรกิจท่องเที่ยวไทยให้ยิ่งใหญ่และเติบโตยิ่งขึ้น อีกทั้งยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เวทีนี้จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยน พัฒนาเทคโนโลยีทางธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกันในหมู่ประเทศพี่น้องทั่วโลก

ประเทศเกาหลีกับอาเซียนได้มีการร่วมมือเพื่อความอยู่รอด มีการติดต่อแลกเปลี่ยน และพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกันมาตลอดระยะเวลา 20 ปี และการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนได้เริ่มอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นมา กลุ่มอาเซียน-เกาหลีได้มีการแถลงความร่วมมือเพื่อความสัมพันธ์ที่ดี ยิ่งไปกว่านั้นประเทศเกาหลี หนึ่งในประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศผู้นำความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียน-แปซิฟิก (ARF) อีกทั้งเป็นประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) อีกด้วย

ปีที่ผ่านมา การค้าระหว่างประเทศเกาหลีกับอาเซียนนั้นมีมูลค่าถึง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับประเทศเกาหลีแล้ว อาเซียนถือเป็นกลุ่มประเทศคู่ค้าที่สำคัญเฉกเช่น ยุโรปและจีน และนอกเหนือจากการเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ว่าด้วยการค้าและบริการแล้ว ประเทศเกาหลีจะทำความตกลงว่าด้วยการลงทุนอีกด้วย เพื่อให้สมกับเป็นหุ้นส่วนร่วมกันสร้างการค้าเสรีอย่างแท้จริงระหว่างอาเซียน-เกาหลี

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการจัดตั้งศูนย์อาเซียน-เกาหลี (ASEAN-Korean Centre) อีกทั้งยังมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อความร่วมมือระหว่างอาเซียน-เกาหลีอีกด้วย โดยมุ่งเน้นเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาและขยายอุตสาหกรรมและธุรกิจที่มีอยู่เดิมให้ดีและเพิ่มมากยิ่งขึ้น อีกทั้งค้นหา และสรรค์สร้างธุรกิจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมากกว่าการแลกเปลี่ยนแค่ทรัพยากรบุคคล หรือวัฒนธรรม

อีกทั้ง สองฝ่ายยังร่วมพัฒนาเทคโนโลยีและเจรจาเพื่อหาแนวทาง หรือมาตรการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ดั่งเช่นโครงการลดโลกร้อน (Low Carbon) การเติบใหญ่แบบสีเขียว (Green Growth) ที่ประเทศเกาหลีได้เป็นแกนนำริเริ่ม ในการประชุมครั้งนี้ ประเทศเกาหลีได้จัดทำห้องแสดงนิทรรศการการ Green Growth เผยให้เห็นวิสัยทัศน์และการนำ Green Tech เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มาเผยแพร่ในงานด้วย

นอกจากนี้ ประเทศเกาหลีจะเพิ่มมาตรการเพื่อให้ผู้ฝึกฝีมือแรงงานได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในประเทศเกาหลีมากยิ่งขึ้น จะให้มีการจัดส่งคณะอาสาสมัครที่ได้คัดสรรว่าเหมาะสมไปยังประเทศต่างๆ จะกระตุ้นให้เกิดการค้นคว้าวิจัยร่วมกันในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าผลของความร่วมมือในการปฏิบัติจริงเหล่านี้จะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลได้

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดี อี มย็อง บัก ได้แถลงเรื่อง "แนวทางการทูตเอเชียใหม่" ว่าจะเพิ่มมาตรการความร่วมมือแบบหลากทิศทางกับกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาความสัมพันธ์และร่วมมือทางการทูตให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะประเทศเกาหลีพึงตระหนักอยู่เสมอว่า อาเซียนเป็นศูนย์กลาง (Centrality) ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

การประชุมสุดยอดอาเซียน-เกาหลีในครั้งนี้ เกาหลีคาดหวังว่าประเทศไทย ประเทศหนึ่งในสมาชิกอาเซียน จะมีบทบาทและทำหน้าที่ศูนย์กลางที่สำคัญไม่เหมือนใคร

ในวันสุดท้ายของการประชุม เหล่าผู้นำจากอาเซียน-เกาหลีจะร่วมกันประกาศข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยจะร่วมลงนามใน "คำแถลงร่วม" และแถลงการณ์ด้วยกัน นี่เป็นหลักประกันและทำให้มั่นใจได้ว่าจะเกิดความสงบสุข, ความปลอดภัย, การพัฒนา, การรวมตัว และความรุ่งโรจน์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างต่อเนื่อง

"คำแถลงร่วม" ระหว่างอาเซียน-เกาหลีในครั้งนี้ จะเป็นการยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่า สัมพันธภาพระหว่างอาเซียน-เกาหลีจะยังคงแน่นแฟ้น เป็นหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพและความรุ่งโรจน์แห่งภูมิภาคต่อไปเหมือนดั่งที่เคยเป็นมาตลอด 20 ปี


http://www.matichon.co.th/


Korea calls for close ties with Asean
By: AGENCIES
Published: 1/06/2009 at 04:52 AM


Seogwipo - South Korea imposed heavy security on Sunday for a summit with Asean leaders following North Korean nuclear and missile tests that frayed nerves across the region.

South Korean President Lee Myung-bak called on Sunday for closer business and cultural ties with Southeast Asia to create a common economic community that is a leader in green growth.


See earlier report: Thailand condemns North Korea
Lee, who invited leaders from the Association of Southeast Asian nations to commemorate 20 years of relations between the Seoul and the bloc, hailed the expansion of their economic ties.

Total trade has grown 11 times over the past two decades to $90.2 billion last year, he said, and is expected to increase to $150 billion by 2015.

"We must strengthen our economic partnership, expand cultural exchange and become partners in our common goal of taking the lead in the new era of green growth," Lee told business executives ahead of a summit on Monday and Tuesday. "We have the vast potential for future growth."

The two sides have concluded free trade agreements in goods and services and plan to sign an investment accord at the summit.

The summit was planned months ago, but North Korea’s underground nuclear test and a series of short-range missile launches last week threatens to steal the limelight from economic and diplomatic matters.

The summit venue of Seogwipo - on the island of Jeju off the southern coast - is the city farthest away from the North. Still, the nervous South Korean government is taking no chances, positioning a surface-to-air missile outside the venue aimed toward the north, amid signs Pyongyang was preparing to stage a new long-range missile exercise.

Prime Minister Abhisit Vejjajiva was among the leaders of the 10-member Association of Southeast Asian Nations (Asean) attending the two-day summit, which begins Monday and commemorates 20 years of relations between South Korea and the bloc.

Some 5,000 police officers, including approximately 200 commandos, and special vehicles that can analyse sarin gas and other chemicals have been deployed near the venue of the Seogwipo summit.

Marines, special forces and air patrols also kept watch on the island.

South Korean officials said Saturday that spy satellites had spotted signs that the North may be preparing to transport a long-range missile to a launch site.

The North has attacked South Korean targets before, bombing a Korea Air jet in 1987 and trying to kill then-President Chun Doo-hwan in Burma in 1983.

On Saturday in Singapore, US Defence Secretary Robert Gates warned at an annual meeting of defense and security officials that the United States would not accept a nuclear-armed North Korea, while China called for calm.

Gates said North Korea’s defiant acts could spark an arms race with serious consequences for Asia.

“Our goal is complete and verifiable denuclearisation of the Korean peninsula, and we will not accept North Korea as a nuclear state,” Gates said.

http://www.bangkokpost.com/

Jeju International Convention Center

한.아세안 정상들 2일 공동성명 채택
1일 20년 협력관계 평가및 발전방향 토의


2009년 05월 31일 (일) 김재범 기자 kimjb@jejunews.com

6월 1일과 2일 제주국제컨벤션센터(ICC JeJu)에서 열리는 ‘한-아세안 특별정상회의’.

이 행사는 한국과 아세안(ASEAN.동남아국가연합)간 대화관계 수립 20주년을 기념해 마련된 다자간 정상회의이다.

이번 행사에 참석하는 아세안 회원국은 필리핀, 말레이시아, 싱가포르, 인도네시아, 태국, 브루나이, 베트남, 라오스, 미얀마, 캄보디아 등 10개 국가이다.

▲정상회의 논의 의제는=첫 날인 1일 오후 시작되는 ‘한-아세안 특별정상회의’ 제1세션은 이명박 대통령과 아세안 10개 회원국 정상이 모두 참석한 가운데 열린다.

제1세션에서는 지난 1989년 대화관계 수립 이후 한-아세안 협력관계 성과에 대한 평가와 함께 앞으로 정치, 안보, 경제, 사회.문화 등 각 분야에서의 발전방향을 중심으로 토의하게 된다.

이틀째인 2일 오전 계속되는 제2세션에서는 국제금융위기, 에너지 안보, 식량안보, 기후변화 등 범세계적 과제들에 대한 협력강화 방안이 논의된다.


한-아세안 정상들은 이번 정상회의 논의 결과를 공동성명으로 채택하게 된다.

이어 제주신라호텔에서 공동기자회견을 가질 예정이다.

각국 정상들은 이에앞서 ICC JeJu에 설치된 녹색성장 전시관을 관람할 계획이다.

▲로고 및 슬로건=로고는 ‘공동 번영의 동반자’로서 한국과 아세안 회원국들이 서로 손을 맞잡은 모습을 형상화하고 있다. 또한 각국이 고유의 색깔을 가지면서도 서로 조화와 화합을 이루는 모습을 무지개색으로 표현해 한국과 아세안의 조화로운 모습을 나타냈다.

슬로건은 ‘Partnership for Real, Friendship for Good’으로 한.아세안의 포괄적 동반자 관계를 실질적으로 발전시키고 문화.인적 교류 증진을 통해 따뜻한 이웃으로 우정을 공유하고자 하는 의지를 함축적으로 표현하고 있다.

▲정상회의 의의 및 기대 효과=아세안 10개국 정상들을 최초로 우리나라에 초청, 한국 외교의 지평을 넓히고 국제적 위상과 역할을 강화하게 된다.

국내에서는 지난 2000년 아시아.유럽정상회의(ASEM)와 2005년 아.태경제협력체(APEC) 정상회의 이후 최대 규모의 정상급 행사로 치러진다.

한. 아세안 협력관계를 한차원 더 높게 강화, 중장기적으로는 우리의 대 아세안 무역 및 투자를 증진시키고 동남아시아 유력기업의 대 한국 투자 및 동남아 관광객의 한국 방문 증대에 도움이 될 전망이다.

특히 다자 정상회의가 국제회의 도시 제주에서 열리면서 제주도의 국제 컨벤션산업 발전과 관광 진흥에 긍정적인 효과가 있을 것으로 기대되고 있다.

<김재범 기자>


http://www.jejunews.com/

25.5.09

ละคร...กลยุทธ์การแก้ไข...ประวัติศาสตร์ชาติของเกาหลีใต้...


ถึง นักคัดลอกจากนิตยสารบางฉบับ

เนื่องด้วยบทความต่าง ๆ ที่ ทีมงานเขียนขึ้นนั้น เราตั้งใจจะทำให้เป็นวิทยาทานให้แก่ผู้สนใจ ซึ่งทางทีมงานของเราไม่ได้หวงห้ามในการคัดลอกข้อความ แต่ด้วยสาเหตุที่ท่านได้นำบทความของเราไปใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจของท่านด้วยการนำบทความหรือข้อความที่ทีมงานได้เขียนขึ้น ไปตีพิมพ์ในนิตยสารของท่านและวางจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศในขณะนี้ จึงนับเป็นการกระทำที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง

ขณะนี้เราทราบว่าท่านได้แวะเวียนมาคัดลอกบทความของเราเป็นประจำ แล้วนำไปตัดต่อหัวท้ายบทความ ขณะนี้เราได้รวบรวมหลักฐานเรียบร้อยแล้ว...และพร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายกับท่านตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ 2537

ดังนั้น หากท่านไม่ต้องการให้เกิดเรื่องดังกล่าว กรุณาดำเนินการอย่างมีมารยาทในการคัดลอก ด้วยการ เครดิตที่มาของบทความให้ชัดเจน

ทั้งนี้แจ้งมาเพื่อเป็นการตักเตือนให้ทราบก่อนที่เราจะดำเนินการกับท่าน เพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่างสำหรับผู้กระทำผิดตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ ของประเทศไทย

กาญจน์มุนี ศรีวิศาลภพ (ร้อยตะวัน) & TWSSG TEAM
roytavan@hotmail.com / byjtwssg@gmail.com


Dangun Wanggeom or Hwanung
Hwannug was the legendary founder of Gojoseon


ละคร...กลยุทธ์การแก้ไข...ประวัติศาสตร์ชาติของเกาหลีใต้...

สำหรับท่านที่อยู่ในวงการละคร บันเทิง และผู้ผลิตสื่อต่าง ๆ หลายท่านคงเข้าใจ
ถึงพลังอำนาจของสื่อละครกันเป็นอย่างดี ...และด้วยเหตุดังกล่าวรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ร่วมพลังสานสามัคคีในการที่จะเผยแพร่วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ผ่านละคร TV อย่างต่อเนื่องในขณะนี้

ด้วยการสนับสนุนให้ ผู้ผลิตรายการละคร แต่ละช่องของประเทศสร้างละครและภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบัน ค่ายโทรทัศน์ที่เรารู้จักกันดีของเกาหลีใต้ คือ MBC , SBS , KBS 1, KBS 2, เป็นต้น ขณะเดียวกันก็เน้นที่ Arirang Global TV ซึ่งถือว่าเป็น ช่อง TV ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ไม่แพ้ NHK , CNN , CCTV ...ect.

และนี่คือกลยุทธ์หนึ่งที่นำมาใช้เพื่อการแก้ไข...ประวัติศาสตร์ชาติของเกาหลีใต้...
เหตุที่ผู้เขียนกล่าวเช่นนี้ก็เพราะเดิมนั้น ประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้ถูกเขียนขึ้นโดย จีนและญี่ปุ่น..แทบทั้งสิ้น. .ด้วยเหตุที่เกาหลีใต้เคยตกเป็นอาณานิคมของจีนและญี่ปุ่นมาก่อนนั่นเอง...

ตัวอย่างละครที่เข้ามาฉายในประเทศไทย..และนำพาให้คนไทยรู้จักประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้มากขึ้นไม่มากก็น้อย ก็คงต้องกล่าวถึง สี่กษัตริย์ประวัติศาสตร์เกาหลี อันได้แก่ กษัตริย์ จูมง ,กษัตริย์ มู, กษัตริย์กวางเกโตมหาราช และ กษัตริย์จองโจ หรือลีซาน ที่กำลังฉายอยู่ขณะนี้...
หากเราจับตามองวงการละครของประเทศเกาหลีใต้ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา 2007 -2008 จนถึงปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ทุ่มเทงบประมาณให้กับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างมากมายมหาศาล รวมทั้งเตรียมแผนส่งเสริมประชาสัมพันธ์เพื่อการท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรมของประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามที่จะจัดงานเทศกาลภาพยนตร์บันเทิง หรือการรณรงค์ส่งเสริมวัฒนธรรมเทศกาลอาหารเกาหลี ควบคู่ไปกับกระทรวงอุตสาหกรรม และหอการค้าประเทศเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง...นับว่าเป็นความชาญฉลาดของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่น่าจับตามอง...

ตัวอย่างละครที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชนชาติของเกาหลีที่ประเทศไทยเคยนำมาออกอากาศแล้ว 4 เรื่อง ได้แก่ Jumong , Seo Dong Yo , The Legend , Yi San ซึ่งละครทั้งหมดนี้สร้งโดย Base on Real Story ทั้งสิ้น


Jumong The first King of Goguryeo

King Dongmyeong of Goguryeo (58 - 19 BC, r. 37 – 19 BC), "Dongmyeongseongwang" (東明聖王) also known by his birth name Jumong, was the founding monarch of Goguryeo, the northernmost of the Three Kingdoms of Korea. In the Gwanggaeto Stele, he is called Chumo-wang (King Chumo). In the Samguk Sagi and the Samguk Yusa, he is recorded as Jumong, with the surname Go. The Samguk Sagi states that he was also known as Chumo or Sanghae (상해, 象解). The name is also transcribed in other records as Chumong (추몽, 鄒蒙), Jungmo (중모, 中牟 or 仲牟), or Domo (도모, 都牟).

Jumong's kingdom of Goguryeo eventually grew into a great regional power. Goguryeo stood for 705 years and was ruled by a total of 28 kings in the Go Royal Family until it was conquered by the Silla-Tang alliance. Balhae and Goryeo succeeded it, and the modern descendants of Jumong still bear his family name "Go."


King Mu of Baekje

King Mu of Baekje (600 - 641, ? - 641) was the 30th king of Baekje, one of the Three Kingdoms of Korea. He was the son of King Beop.

The Samguk Yusa relates a legend regarding Mu's marriage to a princess of Silla, although historians consider it unlikely to be true, given the hostilities between the rival kingdoms. In this story, the young Seodong (Mu's childhood name) falls in love with Silla princess Seonhwa, and intentionally spreads a song about the princess and himself among the people[5]. Thanks to this song ("Seodong-yo," or "Seodong's Song") king Jinpyeong of Silla banishes the princess, and Mu marries her and becomes the king of Baekje.

Mu is one of the main characters of the South Korean television drama Seo Dong Yo (서동요). In the drama, Mu appears as the hidden fourth son of King Wideok of Baekje. After his mother's death, Mu meets his future wife, Princess Seonhwa of Silla, and falls in love with her.



Gwanggaeto the Great King of Korea

Gwanggaeto the Great of Goguryeo (374-413, r. 391-413) was the nineteenth monarch of Goguryeo, the northernmost of the Three Kingdoms of Korea. His full posthumous name roughly means "Very Greatest King, Broad Expander of Territory, buried in Gukgangsang.", sometimes abbreviated to Hotaewang or Taewang. He selected Yeongnak as his era name, and was called King Yeongnak the Great during his reign.

Under Gwanggaeto, Goguryeo once again became a major power of East Asia, having enjoyed such a status in the 2nd century CE. Upon King Gwanggaeto's death at thirty-nine years of age in 413, Goguryeo controlled all territory between the Amur and Han Rivers (two thirds of modern Korea, Manchuria, and parts of the Russian Maritime province and Inner Mongolia).
In addition, in 399, Silla submitted to Goguryeo for protection from raids from Baekjae. Gwanggaeto captured the Baekje capital in present-day Seoul and made Baekje its vassal. Many consider this loose unification under Goguryeo to have been the only true unification of the Three Kingdoms.

Gwanggaeto's accomplishments are recorded on the Gwanggaeto Stele, erected in 414 at the site of his tomb in Ji'an along the present-day Chinese-North Korean border. It is the largest engraved stele in the world.



Emperor Jeongjo of Joseon

King Jeongjo (1752–1800) was the 22nd ruler of the Joseon Dynasty of Korea. Because of his various attempts to reform and improve the nation, King Jeongjo is regarded as the reformation ruler in Joseon. He was preceded by his grandfather King Yeongjo (1724–1776) and succeeded by his son King Sunjo (r. 1800–1834). He is widely regarded as one of the most successful and visionary rulers of Joseon along with King Sejong.

***ส่วนละครประวัติศาสตร์ที่ยังไม่มีใครนำเข้ามาฉายในประเทศไทยได้แก่ Kingdom of the winds , Dae jo yong , Dae wang Sejeong , Empress Chunchu , Ja Meung Go และ Queen Seon Duk ซึ่งกำลังจะออกอากาศในประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้...



The Kingdom of The Winds
The drama about the life of Jumong's grandson, Moo Hyul, who was born with a curse to kill his parent, siblings, son and destroy Goguryeo.

เรื่องราวของกษัตริย์แดมูชินซึ่งเป็นหลานชายของกษัตริย์จูมง เดิมชื่อ มูฮุล ซึ่งเป็นผู้ฆ่ากษัตริย์ แทซู (ลูกชายของกษัตริย์กึมวาแห่ง ดงบูยอ ผู้ขับไล่องค์ชายจูมงออกจากอาณาจักรดงบูยอ) ซึ่งทำให้อาณาจักรดงบูยอล่มสลาย และภายหลังได้กลายมาเป็น...แดมูซิน กษัตริย์องค์ที่ 3 ของ โคคูเรียว

Daemusin of Goguryeo

King Daemusin of Goguryeo (4-44, r. 18-44) was the third ruler of Goguryeo, the northernmost of the Three Kingdoms of Korea. King Daemusin led early Goguryeo through a period of massive territorial expansion, conquering several smaller nations and the powerful kingdom of Dongbuyeo.

Prince Muhyul was the third son of King Yuri, and grandson of Jumong. He was made crown prince in the year 14, at the age of 11, and became king upon his father's death four years later. He was buried in Daesuchonwon.

Daemusin strengthened central rule of Goguryeo and expanded its territory. He annexed Dongbuyeo and killed its king Daeso in 22. Along the Amnok River, he conquered Gaema-guk in 26, and later conquered Guda-guk.

(Geumwa's eldest son Daeso became the next King. King Daeso attacked Goguryeo during the reign of its second ruler, King Yuri. Goguryeo's third ruler King Daemusin attacked Dongbuyeo and killed King Daeso. After internal strife, Dongbuyeo fell, and its territory was absorbed into Goguryeo.)


Dae Jo Yeong of Balhae (กษัตริย์แดโจยัง แห่งบัลเฮ)

The life about King Dae Jo Yeong and other heroes of the Balhae Kingdom. Yi Hae Go is Dae Jo Yeong's enemy and they both fight for the love of Cho rin. Cho rin is from the Georan tribe and she loves Dae Jo Yeong. But Dae Jo Young ends up marrying King Bojang's niece, Suk young.

ละครเกี่ยวกับกษัตริย์แดโจยังและนักรบของช่าวบัลเฮ ซึ่งกษัตริย์แดโจยังต้องต่อสู้กับอิ เฮโกะ ทั้งสองต้องต่อสู้กันทั้งทางการเมือง และความรัก เพราะเขาทั้งสองได้ชอบผู้หญิงคนเดียวกันนั่นก็คือ โชริน ซึ่งเธอมาจากเผ่าส์โกรัน แต่เธอนั้นมีใจชอบพอกับแด โจยัง แต่แด โจยังกลับไปแต่งงานกับหลานสาวของกษัตริย์โบจางที่ชื่อ ซุกยังแทน

Dae Jo-yeong or King Go of Balhae : The frist of Balhae

Dae Jo-yeong (Unknown - 719), also known in Korea as King Go (Hangul: 고왕, Hanja: 高王), established the state of Balhae, reigning from 699 to 719. His origin is heavily disputed (see below); most Korean scholars believed that he was of Goguryeo heredity, but most scholars in China believed that he was of Mohe (Malgal) ancestry.


The Great King Sejong of Choson (กษัตริย์เซจงมหาราช)

This drama is about the life of the fourth king of the Choson Dynasty, King Sejong. He is best remembered for creating the native Korean alphabet, Hangul.

ละครเรื่องนี้เกี่ยวกับกษัตริย์องค์ที่สี่ของราชวงศ์โชซอน กษัตริย์เซจง ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่คิดค้นตัวอักษรเกาหลี ฮันกุลขึ้นมา

Sejong the Great King of Korea

Sejong the Great (May 6, 1397 – May 18, 1450, r. 1418 - 1450) was the fourth king of the Joseon Dynasty of Korea. He is best remembered for creating the Korean alphabet hangul, despite strong opposition from the scholars educated in hanja (Chinese script). Sejong is one of only two Korean rulers posthumously honored with the appellation "the Great," the other being Gwanggaeto the Great of Goguryeo.



จักรพรรดินีชอนชู(ฮวางโบซู)

จักรพรรดินีชอนชูมีมีชื่อเดิมว่าฮวางโบซู นางเป็นหลานสาวของปฐมกษัตริย์แทโจแห่งราชวงศ์โครยอ และเป็นพระราชินีในพระเจ้าคยองจง(กษัตริย์ลำดับที่ 5 แห่งราชวงศ์โครยอ)
อีกทั้งยังเป็นน้องสาวของพระเจ้าซองจง(กษัตริย์ลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์โครยอ) และเป็นพระมารดาของพระเจ้าโมกจง(กษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์โครยอ)ด้วย

ฮวางโบชูจำต้องแตกหักกับญาติพี่น้องของตัวเองเพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นใน โครยอ แม้นางต้องสูญเสียทุกสิ่งที่นางรักไป แต่นางก็ยังมุ่นมั่นที่จะทำเพื่ออาณาจักรโครยอโดยไม่เคยย่อท้อ
ฮวางโบซูเกิดในปี ค.ศ. 964 นางเป็นลูกสาวของลูกชายในปฐมกษัตริย์แทโจกับพระราชินีซอนอึย เมื่อพระราชินีซอนอึย พระมารดาของนางสิ้นพระชนม์ลงอย่างกะทันหัน พระจักพรรดินีซินจองซึ่งมีศักดิ์เป็นพระอัยยิกา(ย่า)จึงได้รับนางและน้องสาว มาเลี้ยงดู

โดยองค์ชายวังชี พี่ชายที่ถูกเลี้ยงดูมาด้วยกันก็คือพระเจ้าซองจง กษัตริย์ลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์โครยอนั่นเอง นอกจากนั้นฮวางโบซอลหรือพระราชินีฮอนจองน้องสาวของฮวางโบซูยังเป็นผู้ให้ กำเนิดพระเจ้าฮยอนจง กษัตริย์ลำดับที่ 8 แห่งราชวงศ์โครยออีกด้วย แม้ฮวางโบซูจะมีศักดิ์เป็นเจ้าหญิงผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ แต่นางก็กลายมาเป็นผู้นำที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของเกาหลีในที่สุด
นับตั้งแต่นางพบกับคังโจ(ข้าราชบริพารฝ่ายทหาร) และคังกัมชัน(นายพลที่มีความสามารถ) ฮวางโบซูก็เริ่มมีความมุ่งหวังอันยิ่งใหญ่ที่จะรวมชาวโกคูรยอ, ชาวพัลแฮ และชาวชิลลา เข้ามาอยู่ในอาณาจักรโครยอ ภายใต้การปกครองอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

Empress Chun Chu

The drama is about the third empress of the Goryeo era who fought against the Tungusic people of Manchuria in order to achieve their dream of reclaiming their old land.


Empress Cheonchu

Empress Cheonchu and Kim Chi-yang to overthrow Mokjong of Goryeo . King Mokjong is known for his reform of the Jeonsigwa (land-allotment system), and for a plot by his mother,Empress Cheonchu and Kim Chi-yang to overthrow him. In the course of the turbulent events surrounding the plot, Mokjong was dethroned and sent into exile in Chungju. However, he was slain before he arrived there. Mokjong's tomb was known as Gongneung, but its present location is not known.


Queen Seon Duk of Silla (ราชินีซงดุกที่เป็นราชินีคนแรกของชิลลา)

กษัตริย์จิงเปียวไม่มีลูกชายที่จะให้สืบทอดบัลลังก์ของเขา ดังนั้นเขาจึงตั้งให้ลูกสาวคนโตของเขา "องค์หญิงดุกมัน" มาเป็นรัชทายาทของเขา ละครเรื่องนี้จะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับองค์หญิงองค์นี้ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อมาเป็นราชินีซงดุกที่เป็นราชินีคนแรกของชิลลา

King Jinpyeong did not have any sons to name as a successor to his throne. Thus he named his daughter, Princess Duk Man, to be his successor. The drama will be about the life of Princess Duk Man who was later known as Queen Seon Duk, the first Queen of Silla.

Queen Seondeok of Silla

Seondeok (Sŏndŏk) reigned as Queen of Silla, one of the Three Kingdoms of Korea, from 632 to 647. She was Silla's twenty-seventh ruler, and its first reigning queen.

In 634, Seondeok became the sole ruler of Silla, and ruled until 647. She was the first of three female rulers of the kingdom (the other two being: Jindeok of Silla and Jinseong of Silla), and was immediately succeeded by her cousin Jindeok (Chindŏk), who ruled until 654.
Sondok's reign was a violent one; rebellions and fighting in the neighboring kingdom of Baekje filled her days. Yet, in her fourteen years as queen of Korea, her wit was to her advantage. She kept the kingdom together and extended its ties to China, sending scholars there to learn. Like Tang's Empress Wu Zetian, she was drawn to Buddhism and presided over the completion of Buddhist temples.

She built the "Tower of the Moon and Stars," or Cheomseongdae, considered the first observatory in the Far East. The tower still stands in the old Silla capital of Gyeongju, South Korea.



Princess Ja Myung Go (องค์หญิงจามยองโก)

ตำนานกล่าวไว้ว่าเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน อาณาจักรนังนังมีกลองศํกดิ์สิทธิ์
ชื่อจามยอง (จามยองโก) ซึ่งสามารถส่งเสียงดังได้เองเมื่อมีข้าศึกมารุกราน
แต่ในความเป็นจริง จามยองโก ไม่ใช่กลอง แต่คือลูกสาวของพระราชา องค์หญิงจามยองโก

องค์หญิงจามยองและองค์หญิงนักรังเกิดในวันและเวลาเดียว ทั้งคู่เกิดจากพระบิดา
องค์เดียวกันแต่ต่างมารดา มีคำทำนายว่าองค์หญิงองค์หนึ่งจะเป็นผู้กอบกู้ประเทศชาติ
ในขณะที่อีกองค์หนึ่งจะเป็นผู้ทำลายอาณาจักรทั้งอาณาจักรลง
มารดาขององค์หญิงนักรังใช้อำนาจของครอบครัวที่มีอยู่โน้มน้าวให้ทุกคนเชื่อว่า
บุตรสาวของนางคือคนที่จะกอบกู้ประเทศ
ในขณะที่องค์หญิงจามยองซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นคนที่จะทำให้ประเทศประสบกับหายนะ
หนีรอดจากความตายมาได้โดยความช่วยเหลือของมารดา และเติบโตขึ้นมาในฐานะสามัญชน
เมื่อนางทราบถึงฐานะที่แท้จริงของตนเอง องค์หญิงจามยองเดินทางกลับสู่อาณาจักรของนาง
ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองและการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ

องค์หญิงจามยองและองค์ชายโฮดงแห่งอาณาจักรข้าศึกโกคุรยอตกหลุมรักกัน
แต่ชะตาลิขิตไม่ให้ทั้งคู่ได้สมหวัง องค์หญิงนักรัง ที่หลงรักองค์ชายโฮดงอยู่เช่นกัน
จงใจมอบอาณาจักรของตัวเองให้กับเขาโดยการทำลายกลองศักดิ์สิทธิ์ลง
องค์หญิงจามยองที่ต่อสู้เพื่อกอบกู้อาณาจักรของนาง สุดท้ายได้แทงดาบไปที่หัวใจ
ขององค์ชายโฮดงผู้เป็นที่รัก

Legend has it that more than 2000 years ago, the Kingdom of Nangnang possessed a mystical Ja Myung Drum (Ja Myung Go) which will sound by itself when enemies invade. In reality, Ja Myung Go does not represent the drum but instead, is embodied by the King's daughter, Princess Ja Myung. Princess Ja Myung and Princess Nak-Rang are born on the same day and time to the same father but different mothers. It is predicted that one princess will become the nation's savior while the other will bring the entire nation down. Using her family's powerful background, Princess Nak-Rang's mother successfully establishes her daughter as the savior princess while Princess Ja Myung, who is branded the princess of destruction, escapes death with the help of her mother and grows up among the common folk. When she learns of her true identity, Princess Ja Myung returns to her Kingdom, resulting in a new wave of internal politics and power struggles. Princess Ja Myung and Prince Hodong of the rival state of Goguryeo fall in love but fate has it that they cannot be together. Princess Nak-Rang, who is also in love with the Prince, willingly gives her nation up to him by destroying her Kingdom's mystical war drum. Princess Ja Myung, fighting to save her nation, finally pierces her sword towards her beloved Prince Hodong...

The Real Love Story of Prince Hodong of Goguryeo

Prine Hodong is son of King Daemusin, King Daemusin strengthened central rule of Goguryeo and expanded its territory. He annexed Dongbuyeo and killed its king Daeso in 22. Along the Amnok River, he conquered Gaema-guk in 26, and later conquered Guda-guk.
After fending off China's attack in 28, he sent his son, Prince Hodong, to attack the Nangnang Commandery in northwestern Korea in 32. He destroyed Nangnang in 37. The legendary love story of Prince Hodong and Princess of Nangnang, recorded in the Samguk Sagi, is well known in Korea to this day. The princess is said to have torn the war drums of her castle, so that Goguryeo could attack without warning.

http://www.popcorn2.com/

http://www.newworldencyclopedia.org/

http://en.wikipedia.org/

http://www.chinahistoryforum.com/index.php?showtopic=1898&mode=threaded

Roytavan@Copyright