22.10.08

Korea's Trip [Part 2]

Let’s continue with Korea’s Trip Part 2. We’ll take you to Nami Island. When I read her story, I can’t help but hearing this song “My Memory” and the scenes of Junsang & Yujin just popped up in my mind….
มาเดินทางกันต่อนะคะ เราจะพาคุณไปสู่เกาะนามิ ตอนที่ได้อ่านเรื่องนี้ เพลง “My Memory” ก็ดังขึ้นมาในหู และภาพของจุงซางกับยูจินก็แวบขึ้นมาในหัวทันทีเลยค่ะ...

Mission : Follow My Heart in Korea [Part II]
Photos & Story by RainbowMoon @ pantip.com
English Version by Ladymoon


Let’s go to Nami Island…
This is the ferry port to Nami.
มาเดินทางสู่เกาะนามิกันค่ะ...
ท่าเรือที่เราจะข้ามไปยังเกาะนามิ...

The welcome sign…
มีป้ายต้อนรับด้วยนะคะ
Now we’re on board, I’m going to follow my heart.
อยู่บนเรือแล้ว เตรียมตัวออกเดินทางไปตามหาหัวใจอีกที่นึงค่ะ

Nami Island is not far, just 10 minutes by ferry boat.
เห็นเกาะนามิอยู่ไม่ไกลแล้ว
ใช้เวลาเดินทางไปประมาณ 10 นาทีก็ถึงตัวเกาะค่ะ
The atmosphere with changing color trees.
บรรยากาศรอบๆ ต้นไม้บางต้นเริ่มเปลี่ยนสีแล้วค่ะ


We arrived Nami Island! This lady welcoming you.
ถึงเกาะนามิแล้ว!! จะเห็นหญิงสาวคนนี้ยืนต้อนรับทุกๆท่านอยู่ค่ะ

Let’s start our tracking on Winter Love Song.
Here is where the first kiss scene,
but we can’t take pictures
because there are 2 korean girls sat there.
We’ll come back later.
เริ่มเดินตามรอย Winter Love Song กันดีกว่า ^_^
ตรงนี้เป็นฉาก First Kiss ค่ะ...
แต่ยังไม่สามารถเก็บภาพโต๊ะที่ พระ-นาง ของเรานั่งปั้นตุ๊กตาหิมะ
และมี First Kiss กันได้เนื่องจากมีสาวเกาหลี 2 คน
ที่เห็นว่าเรากำลังจะถ่ายรูป
แต่เธอก็รีบเดินแล้วนั่งลงไปที่โต๊ะตัวนั้นและเริ่มนั่งคุยกัน
โดยที่ตาก็มองเราอยู่ตลอด ประมาณว่ากวนประสาทอ่ะค่ะ
เราก็เลยเดินออกมาก่อน เดี๋ยวค่อยกลับไปอีกทีก็ได้ ^_^
We were in hurry again
because we lose half day at the airport.
Our schedule have to be tightened up.
ที่นี่ก็ต้องทำเวลาเหมือนกันค่ะ
เพราะอย่างที่บอกว่าเราเสียเวลาไปครึ่งวัน
เพราะฉะนั้นโปรแกรมต่างๆ ก็เลยถูกบีบเวลาลง
แต่ในเวลาอันน้อยนิด เราก็พยายามเก็บภาพ และความรู้สึกดีๆ
กลับมาให้ได้มากที่สุดจ้า ^_^

We walked along the path
and saw pictures of this couple all the way.
เดินตามทางไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นรูปของพระ-นาง คู่นี้อยู่เป็นระยะๆ เลยทีเดียว
ประมาณว่าคนอื่นถ่ายรูปวิว
ส่วนเราเห็นรูปคุณชายเธอปุ๊บก็สะกิดคนข้างๆ ทันที
นี่ไงยองจุน!! แล้วก็จะมีเสียงแบบนี้ไปตลอดทาง


At this point, everybody tried to put their faces
instead of Yujin.
จุดนี้ทุกคนจะต้องไปแนบหน้าบดบังนางเอกให้มิด
แต่เราอดถ่ายอ่ะ
เพราะคนที่จะถ่ายรูปให้เค้าบอกว่า ไม่ต้อง ไม่ต้อง ...
ถ้าทำท่านั้นจะไม่ถ่ายให้ 555

This is on the island.
บรรยากาศบนเกาะค่ะ

The leaves changed colors.
ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีบ้างแล้วค่ะ

I can’t find the log that Yujin walked.
หาขอนไม้ที่ยูจินขึ้นไปเดินไม่เจออ่ะค่ะ 555
The pines…
แนวต้นสนค่ะ


Statue of Junsang & Yujin.
Some tried to take photos by put their faces between them.
รูปปั้นของพระเอก-นางเอก ของเรื่องค่ะ
หลายๆคนโพสต์ท่าถ่ายรูปโดยการเอาหน้าไปแทรกตรงกลาง
ระหว่างพระ-นาง ของเราจ้า
ประมาณว่าเป็นมือที่ 3 กันเห็นๆ อิ อิ

This is the gallery…
ส่วนนี้เป็นแกลลอรี่ค่ะ...

In the cottage full of pictures
but I can’t take the photos because it so crowded.
ข้างในกระท่อมนี้จะมีรูปถ่ายของนักแสดงติดอยู่เต็มไปหมดค่ะ
แต่ไม่ได้ถ่ายรูปข้างในมานะคะเพราะคนเยอะมากค่ะ ^_^


Go back to the first kiss’s table.
Nobody there now, so we hurried to take the picture.
เดินย้อนกลับมาอีกที โต๊ะ First Kiss ว่างแล้ว ...
รีบวิ่งอย่างเร็ว เพื่อไปถ่ายรูปนี้มาฝากก่อนที่จะมีใครมานั่งกันท่าเราอีกรอบ 555

On Nami Island have many squirrels
and they don’t afraid of tourists.
ที่เกาะนามิ กระรอกเยอะมากๆ ค่ะ แถมยังไม่กลัวคนอีกต่างหาก

We said goodbye to Nami with this sunset.
ถึงเวลาอำลาเกาะนามิแล้วค่ะ
ลากันด้วยภาพของพระอาทิตย์ยามเย็นจ้า

Tour leader have told me that we can buy Joon’s Bear on Nami.
But we try to find them every place and can’t found it.
So, we asked her if we can go to PARK BOF,
but we can’t remember the building.
When we asked the local guide,
she said never heard it before.
But we don’t give up.
My boyfriend try to ask our 2 korean photographers,
but they don’t know either.
หลังจากที่ไปตามหาหัวใจกันมา 2 ที่แล้ว
จากที่ได้รับข้อมูลจากหัวหน้าทัวร์มาว่า ที่เกาะนามิมีเจ้า Joon Bear ขาย
ปรากฎว่า... เดินหากันให้ทั่วเกาะก็ยังไม่เจอ
พี่หัวหน้าทัวร์ก็ช่วยเหลือกันสุดชีวิตจนมาสรุปกันว่า
ถ้าไม่มี ขอไปที่ Park BOF ได้หรือไม่...
แต่ด้วยความสะเพร่าของตัวเอง
จำได้แต่ว่า Park BOF อยู่ที่อินซาดง ชั้น 3 แต่ลืมชื่อตึก 555
หัวหน้าทัวร์จึงไปถามไกด์ท้องถิ่นให้
ทราบกันมั้ยคะว่าเธอตอบมาว่าอย่างไร...
คุณไกด์ท้องถิ่นเธอตอบมาด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ว่า...
ไม่เคยได้ยิน รู้มาจากไหนล่ะ
เอาสิคะ RainbowMoon เริ่มมีปรี๊ดในใจ
แต่ก็ยังสงบจิตสงบใจไว้ก่อนจนพี่หัวหน้าทัวร์กับลูกสาวเดินมาบอกว่า
เดี๋ยวพี่จะหาให้...ต้องยอมรับค่ะว่าพี่หัวหน้าทัวร์น่ารักมากๆ
เธอโทรกลับมาสั่งให้ลูกน้องหาชื่อตึกให้ในทันที
แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบ จนเราต้องเดินไปบอกพี่เค้าว่า
ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ซีเรียส...
หลังจากนั้นคุณแฟนดิฉัน เอาอีก...
เธอไปบอกให้ไกด์ท้องถิ่นถามน้องที่เป็นช่างภาพ
พ่อหนุ่มเกาหลีก็ทำหน้างง งง
จนคุณไกด์ท้องถิ่นเธอก็หันกลับมาพูดว่า...
คนเกาหลียังไม่รู้จัก แล้วคนไทยมาทำเป็นรู้ดีได้ยังไงเอาสิคะ
คุณแฟนดิฉันก็อึ้งกับคำพูดของคุณไกด์ไปเลยอ่ะค่ะ 5555 อยู่ดีไม่ว่าดี
Our second day in Korea,
the same land of our handsome tourism ambassador.
We had lunch here.
วันที่ 2 ในประเทศเกาหลี
พื้นดินเดียวกับท่านทูตสุดหล่อของพวกเรา
วันนี้คิดว่าจะไม่ได้เจอคุณชายเธอแล้ว
เพราะโปรแกรมที่ไปตามหาหัวใจก็จบไปเรียบร้อยแล้ว
ส่วนเรื่อง Park BOF ตัดใจไปได้เลย เฮ้อ!!
และแล้ว พอถึงอาหารมื้อกลางวัน ที่ร้านอาหารแห่งนี้...


When I went to the rest room, I found this picture on the wall.
พอจะเดินเข้าห้องน้ำเท่านั้นล่ะ
สายตาก็เหลือบไปเห็นรูปของคุณชาย ในเรื่อง Winter Love Song
ติดอยู่เต็มผนังก็เลยเก็บภาพมาให้ดูกันได้แค่รูปเดียว
ระหว่างรอเข้าห้องน้ำค่ะ 555
ส่วนรูปอื่นๆ ฝากคุณแฟนถ่ายให้ แต่เธอลืมอ่ะค่ะ
ออกมาจากห้องน้ำปุ๊บ เธอเดินออกไปรอข้างนอกปั๊บ
แถมเอากล้องไปด้วยอีกต่างหาก เฮ้อ!!

In the evening, we went to Dong Dae Mun.
Our local guide took us to shopping cosmetics,
like the Face Shop, Etude and Skin Food.
At first I intended to shop at Etude and Skin Food.
But I found a handsome man on posters
in front of The Face Shop, so I changed my mind.
และช่วงหัวค่ำมีโปรแกรมไปที่ตลาดทงแดมุน ...
ที่นี่คุณไกด์ท้องถิ่นเธอก็พาไปที่ร้านเครื่องสำอางค์ต่างๆ
ทั้ง The Face Shop, Etude และ Skin Food
จากที่ตั้งใจว่าจะไปซื้อของที่ Etude และ Skin Food
แต่พอเดินผ่านร้าน The Face Shop ปุ๊บ
มีโปสเตอร์ชายหนุ่มหน้าตาดีแปะอยู่ ก็เลยใจอ่อน
ต้องรีบเข้าไปอุดหนุนซะหน่อย 555
จากที่ไม่เคยใช้เครื่องสำอางค์ยี่ห้อนี้
สงสัยจะต้องเปลี่ยนมาใช้อย่างถาวรซะแล้ว ^_^



And found this too.
The sign said, every salesperson here can speak Thai.
ที่น่ารักมากๆ ก็นี่ค่ะ ...
จะบอกว่าคนขายเครื่องสำอางค์ทุกร้านที่ทงแดมุน
พูดภาษาไทยกันได้เกือบทุกคนเลยจ้า
And our last day before go back to Thailand,
we visited Insa Dong.
The symbol of Insa Dong is this giant brush.
Because Insa Dong is the cultural area
and products around here are about arts.
และแล้ว วันสุดท้าย ก่อนจะเดินทางกลับสู่ประเทศไทย
เราก็ได้ไปถึง อินซาดง จนได้ ...
แต่ก็ทำใจค่ะ เพราะวันอาทิตย์ ยังไง Park BOF ก็ปิด 555
สัญญลักษณ์ของอินซาดง คือ รูปนี้ค่ะ
เนื่องจากอินซาดงเป็นย่านวัฒนธรรม
ของที่ขายส่วนมากก็จะเป็นของเกี่ยวกับศิลปะต่างๆ ค่ะ
Our tour leader told us that she can found PARK BOF
in the building that have sign “Nami Island Museum”.
We went to the second floor and found this figure,
but it’s so expensive. Then we just take the picture.
และแล้วพี่หัวหน้าทัวร์ก็เดินมาบอกว่า
พี่เจอตึกของ Park BOF แล้วนะ
ถ้าเข้าจากทางรูปด้านบน เราจะเดินตรงไปเรื่อยๆ และมองด้านขวามือเอาไว้
จะเห็นตึกที่ทางเข้าจะเขียนเอาไว้ว่า พิพิธภัณฑ์เกาะนามิ (ประมาณนี้ค่ะ)
เราก็เดินไปที่ชั้น 2 ก่อนเลยค่ะ
จะมีของคุณชายเธอขายอยู่ด้วยแล้วเราก็เจอโมเดลตุ๊กตาตัวนี้
แต่ราคาสูงลิ่วเลยค่ะ ...
ก็เลยขอเก็บเป็นภาพมาฝากแทนก็แล้วกันนะจ๊ะ
On the way to third floor, we found this picture.
ทางขึ้นชั้น 3 ที่ตั้ง Park BOF ... เดินขึ้นบันไดไปก็เจอรูปคุณชายรูปนี้ตั้งอยู่ค่ะ

And on the way to second floor,
also have pictures from Winter Love Song.
ระหว่างทางเดินขึ้นชั้น 2 ก็จะมีรูปจาก Winter Love Song
ติดอยู่ข้างบันไดเต็มไปหมดค่ะ
Yes, PARK BOF closed on Sunday
but we just want to visit here a bit.
สรุปว่า เดินทางไปถึง Park BOF แต่ปิดสนิท แถมมืดอีกต่างหากค่ะ 555
แต่เอาน่า... ถือว่าได้ไปแวะซักหน่อยก็ยังดีเนอะ ^_^
If we started from this point, PARK BOF will be on the left
and nearer than from the giant brush.
ถ้าเริ่มเดินทางจุดนี้ Park BOF จะอยู่ทางซ้ายมือ
และจะถึงเร็วกว่าจากจุดที่เป็นพู่กันค่ะ


So, my mission in Korea have completed here.
Thank you for reading my story.
ปฏิบัติการตามหาหัวใจที่เกาหลีก็จบลงแล้วนะคะ...
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามค่ะ...

Our sister’s trip finished here.
Even she can’t take the Joon’s Bear back to Thailand with her.
But she enjoyed her trip in Korea and promised to go back again if possible.

21.10.08

Korea's Trip [Part 1]

Last week, one of our Thailand Family have visited Korea. And she went to some interesting places and would like to share with us here. Thank you for sharing your precious experiences, Sister RainbowMoon. Please enjoy with her Korea’s Trip…
สัปดาห์ก่อนมีสาวชาวไทยของเราบุกไปถึงเกาหลี และได้ไปเที่ยวสถานที่น่าสนใจมากมาย ตอนนี้เธอมาแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ของเธอกับเราแล้วค่ะ

Mission : Follow My Heart in Korea [Part I]
Photos & Story by RainbowMoon @ pantip.com
English Version by Ladymoon


Let’s start our trip…
“Follow my heart” trip in Korea
started at Suvarnnaphum Airport, 1.30 A.M. on flight KE654.
Now we’re flying to Korea.
เริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ ...
ทริปตามหาหัวใจที่เกาหลี ^_^
ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 01.30 น.
โดยเที่ยวบิน KE654 เหิรฟ้าสู่ประเทศเกาหลีจ้า

Arrived Incheon Airport safely.
We had an exciting experience at the Immigration Service.
Are we going to be arrested? I try to see if there is any officer who look so kind.
Lucky me, in my line that woman officer look so nice. I took my deep breath. Let’s go!
ถึงสนามบินนานาชาติอินชอน ประเทศเกาหลี โดยสวัสดิภาพ
มีลุ้นระทึกตอนยืนเข้าแถวที่ ตม.
เราจะโดนเรียกเข้าห้องเย็นหรือเปล่านี่
รีบหาว่ามี ตม. คนไหนที่ดูหน้าตาใจดีหน่อย ^_^
โชคดีจัง! ตม.แถวที่เรายืนอยู่นั้น เป็นผู้หญิง ดูใจดีเชียว
เอาล่ะ! สูดหายใจลึกๆ ลองดูกันซิว่าจะใจดีจริงรึเปล่า
When it’s my turn,
I tried to smile to her but she looks so cold.
My boyfriend walked together with me.
The officer asked first question, “Are you family?”.
We answered in unison, “We’re friends.”
พอถึงคิวตัวเอง ก็รีบเดินเข้าไปแล้วส่งยิ้มให้
หน้าของคุณ ตม. เธอก็จะเฉยๆ
แฟนก็เดินเข้าไปด้วย เธอก็เริ่มถามคำถามแรกคือ
เป็นครอบครัวหรือเปล่า เราก็ประสานเสียงกันเลยว่า "Friend"
Next question was, “Is this your first time in Korea?” “Yes”
คำถามต่อมาก็คือ เพิ่งเดินทางมาเกาหลีเป็นครั้งแรกใช่ไหม ... Yes
The last one was, “Both of you?” “Yes”
คำถามสุดท้ายก็คือ ... ทั้งคู่เลยใช่หรือไม่ ... Yes
My boyfriend just wondered if there are anymore questions?...haha
คุณแฟนดิฉันเธอก็เลยถามขึ้นมาว่า คำถามสุดท้ายเค้าว่ายังไงนะ
เพราะเธอเริ่มลุ้นว่าจะมีคำถามอะไรต่อหรือเปล่า 555
But the officer picked up her stamp, I thought “we can survived now”…haha
…when I’ve got my passport, I quickly left that spot and forgot my boyfriend.
He followed and complained,
“Why don’t you wait for me? What if she asked anymore question?
What will I do?”…Sorry, but I really forget him…haha
และแล้ว คุณ ตม. เธอก็หยิบตราประทับขึ้นมา
ในใจตอนนั้นคือ รอดแล้วเรา 555
พอรับพาสปอร์ตได้ เราก็เดินออกจากช่องนั้นทันที
ลืมไปว่าควรจะรอคุณแฟนก่อน
พอเธอออกมาได้ เธอก็ต่อว่าทันทีว่า...
ทำไมไม่รอก่อน แล้วถ้าเค้าถามอะไรต่อ จะทำอย่างไร 5555
เราก็ได้แต่ขำ แล้วตอบกลับไปว่า ลืมอ่ะ ^_^
This is Incheon Airport…
บรรยากาศในสนามบินนานาชาติอินชอนค่ะ

And we’ve got bad news that 2 of our friends in group tour have been detained.

And we’ve to wait for them.
และแล้วก็มีข่าวร้ายแจ้งมาว่า ...

เพื่อนร่วมกรุ๊ปทัวร์ของพวกเราโดนกักตัวไป 2 คน

ทางหัวหน้าทัวร์จะการันตีให้เพียง 1 คน

เพราะอีกคนทางทัวร์ไม่มีข้อมูลของเขาเลย

แต่ยังไงก็จะการันตีคนที่มีญาติมาด้วย

แต่ต้องใช้เวลาเราก็ได้แต่รอ รอ แล้วก็รอ

We have to wait at the airport for half day.

During that time, we walked around the airport,

chatting, and went in and out the Minimart several times.
This is the first thing we bought in Korea, Banana Milk.

So delicious!

สรุปว่า... พวกเราต้องอยู่ในสนามบินกันครึ่งวันเลยทีเดียว

ระหว่างที่รอ ก็สนุกสนานกับการเดินเล่นในสนามบิน นั่งคุยกัน

ที่สำคัญเดินเข้ามินิมาร์ทเป็นว่าเล่น 555

ของอย่างแรกที่เสียเงินซื้อก็คือ นมกล้วย ...

ขอบอกว่าอร่อยมากๆ

After long waiting, the tour leader told our local guide

to take us to get something to eat.

And we can meet later after finish with this immigration issue.
หลังจากที่รอกันจนจะหลับอีกรอบ

หัวหน้าทัวร์ก็บอกว่าให้ไกด์ท้องถิ่นพาพวกเราไปทานข้าวกันก่อน

ส่วนคนที่โดนกักอยู่ ก็จะมีญาติ 2 คน และหัวหน้าทัวร์

รออยู่ที่สนามบินก่อนและถ้าทุกอย่างเรียบร้อย

ก็จะตามไปเจอกันระหว่างทาง

Let me talk about our tour leader.

She’s a very small woman but so nice.

But our local guide was not so impressive for our group.

You’ll hear her story later on.

And we also have 2 nice Korean men who were our photographers.

ขออนุญาตแนะนำก่อนว่า

หัวหน้าทัวร์ของพวกเราเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ นิสัยน่ารักมากๆ

ส่วนไกด์ท้องถิ่น ไม่เป็นที่ประทับใจของคนในกรุ๊ปสักเท่าไหร่

เดี๋ยวจะมีวีรกรรมของเธอมาเล่าให้ฟัง

นอกจากนี้ยังมีน้องที่เป็นช่างภาพอีก 2 คน

เป็นชายหนุ่มชาวเกาหลี นิสัยดี น่ารักมาก

This is outside the airport while we waited for the bus.

บรรยากาศนอกสนามบิน ขณะรอรถบัสจ้ะ
Our first meal in Korea…
อาหารมื้อแรกของพวกเราค่ะ

Side dishes…
เครื่องเคียงต่างๆ...

After the first meal, we’ve got good news
that our 2 friends were freed now.
So, we can go on with our trip…hooray!
หลังจากอาหารมื้อแรก พวกเราก็ได้รับข่าวดีว่า
เพื่อนร่วมทัวร์ของเราได้รับการปล่อยตัวแล้ว เย้!!
คราวนี้ก็เริ่มต้นเดินทางตามโปรแกรมได้...
First program was visiting TWSSG’s Studio.
Yes, we’re going to see where our Pae-ha filming.
โปรแกรมแรกของวันนี้ คือ Tae Wang Sa Shin Ki Studio นั่นเอง
เราจะได้ไปสถานที่ที่เพฮาเดินทางมาถ่ายทำแล้ว ...
The location is not so big.
But when we saw on screen, it looked so grand.
โรงถ่ายไม่ใหญ่มาก และพื้นที่ไม่ได้กว้างมากมาย
แต่พอถ่ายทำออกมาแล้วดูอลังการเลยทีเดียว
This is the entrance…
~ทางเข้าค่ะ~
The ticket booth…
ห้องขายตั๋ว
On the way to ticket booth,
we saw bench that lined up with Pae-ha and Sujini’s pictures.
ระหว่างทางเดินไปห้องขายตั๋ว
เราจะเห็นเก้าอี้ที่มีรูปของเพฮากับซูจินีตั้งอยู่

These are the close up of those pictures.
สามรูปต่อไปนี้เป็นรูปจากเก้าอี้อีกตัวค่ะ
แต่มีมือดีเอากล้องไปถ่ายเจาะแต่ละรูปซะอย่างนั้น
เราก็อุตส่าห์บอกว่าให้ถ่ายมุมกว้าง เธอก็ไม่ยอมอ่ะ 555

When we walked in the location,
we can heard the song from this drama all the way.
เดินเข้าไปในส่วนของโรงถ่าย
ก็จะได้ยินเพลงที่คุ้นเคยของเรื่องนี้ดังอยู่ตลอด...
Can you remember these scenes?
ลองดูกันนะคะว่าจะจำได้หรือเปล่าว่า รูปต่อไปนี้เป็นฉากไหนบ้าง






Who can remember what’s this, please tell me…
ใครจำได้ว่าเป็นอะไรช่วยบอกกันด้วยน๊า 555
We have very short time and hurriedly take many photos as we can.
Our local guide cannot help us a lot
because she don’t know anything about this drama.
She can said only she don’t know.
เวลาน้อยมากค่ะ ประมาณว่าต้องรีบเก็บภาพมาให้ได้มากที่สุด
แถมไกด์ท้องถิ่นไม่มีความรู้เกี่ยวกับซีรี่ส์เรื่องนี้เลย
น่าเศร้ามั้ยคะเธอบอกแต่ว่าเธอไม่ชอบดูซีรี่ส์ 555
ก็เลยต้องเก็บภาพแล้วมาถามกันที่นี่ล่ะค่ะว่าแต่ละที่คืออะไรบ้าง


And what’s this sign, who can tell me?
คุณเธอถ่ายรูปนี้มาแล้ว พอเราถามว่าคือป้ายอะไรอ่ะ
เธอตอบกลับมาว่า ไม่รู้สิ อ่านไม่ออก 555 เอาเข้าไป
รบกวนท่านใดอ่านได้ช่วยตอบให้ด้วยนะคะ ^_^

Nearly arrived the exit…
กำลังจะกลับแล้วค่ะ
It’s time to leave the location in very short time.
Next program was Nami Island…
ได้เวลาเดินทางกลับจากโรงถ่ายค่ะ ทำเวลากันสุดฤทธิ์
จากนี้ก็จะเดินทางไปที่เกาะนามิจ้า

We have to let her go back to work for a while
(before she has been fired by her boss…haha).
When she come back, she’ll tell us about her trip in Nami Island.
ขอจบภาคแรกก่อนนะคะ
ต้องปล่อยตัวให้น้องเขาไปทำงานสักครู่ (ก่อนจะโดนไล่ออก)
แล้วค่อยมาต่อกันกับภาค 2 ที่เกาะนามินะคะ