25.4.08

เรื่องย่อ ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์ (ตอนที่ 4)

ตอนที่ 4

องค์ชายมาเคารพพระศพของ ท่านหญิงยอน ทรงพนมพระหัตถ์แสดงคารวะ นอกจากแสดงความเสียพระทัยแล้ว ทรงเล่าเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นและไม่คาดคิดว่า ท่านหญิงยอน จะดื่มยาพิษ ยอนโฮแก โกรธจัดหาว่าองค์ชายโกหก รี่เข้ามาหาองค์ชาย เสนาบดียอน ขวางไว้และตำหนิ ยอนโฮแกว่า เจ้ามีอายุเท่าองค์ชาย องค์ชาย ทรงสงบและมีพระสติแต่เจ้าเองใช้อารมณ์เป็นเด็กๆ
เสนาบดียอน ถามองค์ชายว่า เหตุใดจึงต้องจับยอนโฮแก ก่อนด้วย องค์ชายตอบว่าหากหมอหลวงพูดความจริง และท่านป้า(ท่านหญิงยอน)วางยาพิษกษัตริย์จริง ก็ตั้งใจจับยอนโฮแก เป็นตัวประกัน เพราะกลัวว่า จะเกิด จลาจล และรัฐประหาร เสนาบดี อึ้งกับคำตอบ แล้วทูลว่า องค์ชายเป็นชายชาตรี ที่ไม่โกหก
องค์ชายเปิดกล่องที่ใส่ศีรษะหมอหลวง ตรัสว่า หมอหลวงคงเป็นบ้าไปเสียแล้ว คนบ้ามักพูดเรื่องบ้าๆ ก่อนที่หมอหลวงจะพูดสิ่งที่เหลวไหลอะไรอีก องค์ชายจึงต้องจัดการหมอหลวงก่อนด้วยการให้ความตายแก่หมอหลวง ด้วยความตายในครั้งนี้จะทำให้ไม่มีใครรู้ว่ามีคนพยายามลอบปลงพระชนม์กษัตริย์
เสนาบดียอน มิรู้ที่จะทำอย่างไรดี ได้แต่ ทูลชมความฉลาดหลักแหลมพระทัยสูงส่ง ตระกูลยอนขอขอบพระทัย ก่อนกลับวังองค์ชาย ตรัสกับยอนโฮแก ว่าทรงเสียพระทัยในเหตุการณ์นี้
ยอนโอแกมีท่าทางฮึดฮัด จะทำร้ายองค์ชายหลายครั้ง เสนาบดียอน ก็ขวางไว้ทุกครั้ง บางครั้งก็ตบหน้า ยอนโฮแก แต่แท้จริงก็สงสารยอนโฮแก เพราะยอนโฮแก รักท่านแม่ มาก ได้แต่จับไหล่ลูกชายเพื่อปลอบใจ เสนาบดียอนบอกกับยอนโฮแกว่า ทั้งยอนโฮแก และเสนาบดียอนเอง พ่ายแพ้ ต่อองค์ชาย และถูกสองพ่อลูก (กษัตริย์และองค์ชาย) หลอกมานาน เขาพากันพูดว่า องค์ชาย จำกลอนแม้แต่บทเดียวจากหนังสือยังไม่ได้ ทั้งอ่อนแอ ไม่สามารถแม้แต่การขี่ม้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นนักรบ จึงไม่ได้ใส่ใจองค์ชาย และตนเองช่างโง่เขลา เพราะคิดว่า คนอื่นๆจะเห็นยอนโฮแกสมควรจะได้เป็นกษัตริย์ เพราะยอนโฮแก เกิดภายใต้ดวงดาวกษัตริย์จูชิน แต่ตนคิดผิด นั่นเป็นเพราะท่านหญิงยอนผิด เสนาบดียอนบอกต่อว่า ตนจะรอ รอที่คนอื่นจะยอมรับยอนโฮแกเป็นกษัตริย์ ที่สำคัญ คือการรอในครั้งนี้มันจะคุ้มค่าของการรอหรือไม่
ยอนโฮแกถามเสนาบดียอนว่า ถ้าข้าได้เป็นกษัตริย์มันจะเพียงพอสำหรับท่านพ่อหรือไม่ ถ้าข้าได้เป็นกษัตริย์ ข้าจะมีอำนาจเหนือองค์ชายที่ฆ่าแม่ของข้าได้หรือไม่

ในวังหลวงกษัตริย์ทรงตกพระทัยและผิดหวังกับสิ่งที่องค์ชายกระทำลงไป ทรงตรัสว่า องค์ชายได้ทำสิ่งที่ฆ่าตัวเองให้ตายไปเสียแล้ว ทำไมไม่ไปยอมรับผิดกับตระกูลยอน เชื้อเชิญให้ตระกูลยอนฆ่าองค์ชาย เป็นเพราะองค์ชาย ต้องการทำในสิ่งที่จะให้พระองค์ชื่นชมกับสิ่งที่องค์ชายทำไปแล้ว องค์ชายต้องการโอ้อวดความฉลาดขององค์ชายเอง องค์ชายคิดเรื่องนี้บ้างไหม (เจ้าคิดถึงข้าบ้างไหม) ทรงเสียพระทัย ผิดหวัง จนเซพระองค์ ประทับลงที่พระเก้าอี้ องค์ชายรู้ สึกแปลกพระทัยว่า ทำไมตระกูลยอนต้องเกลียดชังพระองค์มากขนาดนี้ ทั้งที่ท่านหญิงยอนเป็นพระพี่นางเธอของกษัตริย์ และยอนโฮแก ก็เป็นพระญาติ ขององค์ชาย และพวกเราสายเลือดเดียวกัน
กษัตริย์ ทรงเล่าเหตุการณ์ ที่พระอัยยิกา ที่เป็นพระราชินี ของพระอัยกา (กษัตริย์องค์ที่ 16 ของโคคุเรียว) ต้องเสด็จไปเป็นตัวประกัน ที่เมืองอื่น นานถึง 13 ปี พร้อมกับเชื้อพระวงศ์ อื่นๆ และประสูติ กษัตริย์ หยาง (ในปัจจุบัน) ที่นั่น เมื่อ พระอัยยิกาเสด็จกลับโคคุเรียว พร้อมพระโอรส จึงเป็นที่กังขา สงสัยซุบซิบ ของคนที่ไม่ต้องการเชื่อทั้งหลายรวมทั้งพระพี่นางเธอ (ท่านหญิงยอน)ด้วย กษัตริย์หยางเมื่อยังเป็นองค์ชาย ออจิจิ จึงขอออกไปอยู่ชนบท หาก กษัตริย์โซซูริมไม่ด่วนสิ้นพระชนม์ (ขอวงเล็บว่า ในละครน่ะ ทรงพระชรามากเลย) และเพราะไม่ทรงมีพระโอรส สืบต่อตำแหน่งรัชทายาท องค์ชายออจิจิจึงต้องมาเป็นกษัตริย์หยาง ของโคคุเรียวในทุกวันนี้ ทรงจับพระอังสา ของพระโอรสไว้ ตรัสว่า มองข้าให้ดี มองตาของข้า ถ้าเจ้าไม่มองตาข้า นั่นเป็นการดูหมิ่นเสด็จแม่ของข้า เสด็จย่าของเจ้า เสด็จแม่ของข้าทรงพระครรภ์ก่อนไปเป็นตัวประกัน เจ้าเข้าใจไหม ข้ามีสายเลือดของโคคุเรียว และส่งผ่านสายเลือดนี้มายังตัวเจ้า เจ้ามีสายเลือดของราชวงศ์โคคุเรียวอย่างแท้จริง องค์ชายน้ำพระเนตรไหลริน พระบิดาทรงย้ำว่า พวกนั้นไม่ต้องการเชื่อ “ คนเราจะเชื่อในสิ่งที่เขาอยากเชื่อเท่านั้น” องค์ชายได้แต่เช็ดน้ำพระเนตรขององค์เองแบบเด็กๆ ด้วยวัย 11 ชันษา

ตอนกลางคืน องค์ชาย เสด็จไปลานฝึก พบโซคีฮา กำลังฝึกวิทยายุทธ์ จากตำราของหอสมุดหลวง ที่โซตีฮา ขโมยมา และโซคีฮา ได้สอนให้องค์ชายด้วย องค์ชายทรงถามโซคีฮาว่า ถ้าข้าต่อสู้ได้เก่งกาจ ข้าจะเป็นคนดีไหม ข้าได้ฆ่าแม่ของเพื่อนที่แสนดีของข้า ข้าจะยังเป็นกษัตริย์ที่ดีหรือ ช่วยบอกข้าทีว่า ถ้าข้าเรียนรู้วิธีการต่อสู้ทั้งหลายเหล่านี้ ข้าจะเป็นกษัตริย์ที่ดีไหม
โซคีฮา ได้แต่รำพึงอยู่ในใจว่า หม่อมฉันต้องการให้องค์ชาย ทรงแข็งแรงและแคล่วคล่องกว่านี้ เพื่อว่าในวันข้างหน้า เมื่อทรงอยู่ในอันตราย จะทรงหลบหนีได้และไม่ได้รับอันตรายนั้น
องค์ชายได้แต่ระบายความเสียพระทัย อัดอั้นพระทัย ด้วยการฟาดตีหุ่นฟางต่างๆที่ใช้ในการฝึกวิทยายุทธ์

ซูจินีที่ทำหน้าทีที่ได้รับมอบหมายด้วยความตั้งอกตั้งใจ
ถ้าบางวันธุรกิจ ไม่ค่อยดี ซูจินีก็ต้องเหนื่อย กับการปรับกลยุทธ์ ในการหลอกล่อหาลูกค้า ไปส่งอาจารย์ แถม อาจารย์ ถ้าได้ลูกค้า เป็นผู้หญิง ก็มักจะใจอ่อน ลดราคา ให้อยู่บ่อย ๆ ลูกศิษย์ต้องพยายามบังคับ ไม่ให้ลดค่าบริการเพราะจะทำให้เสียราคาเพื่อรักษามาตรฐาน แล้ววันหนึ่งซูจินีก็ได้พบทหารรับจ้าง ซึ่งมี จูมูชิ เป็นหัวหน้า จูมูชิ ต้องการหา ช่างตีเหล็กที่มีฝีมือ และซูจินี ได้พา จูมูชิไปหา บาซอน แต่แรกที่บาซอนเห็นขวาน รูปร่างประหลาดและความใหญ่โต บาซอน บอกว่าขวานนี้ คงทำให้มีคนตายมามาก ไม่อยากรับงาน จูมูชิ ต้องแสดงความสามารถในการใช้ขวานรูปร่างประหลาดและใหญ่โต จนบาซอน อึ้งกับสิ่งที่เห็น จูมูชิขว้างขวานไปปัก กลางตอไม้ใหญ่ เมื่อจูมูชิเดินไปเอาด้ามขวาน ออกจากตอไม้ ตอไม้ก็แยกออกเป็น 2 ซีก จูมูชิ บอกว่า ขวานนี้ พ่อของตนให้มา และตนเองรู้จักการใช้ขวานนี้ ก่อนที่จะเดินได้ด้วยซ้ำไป เพราะยังไม่เจอช่างตีเหล็กฝีมือดี ขวานของตนจึงดูเก่ามาก
ซูจินี บอกว่า บาซอน คือช่างตีเหล็กฝีมือดีที่สุด ในปราสาทโกกแน นักรบทุกคนต้องมาหาบาซอน
องค์ชาย หนีออกไปนอกวัง และคบหากับเด็ก ๆ และคนหลายอาชีพในตลาด โดยเฉพาะหญิงชรา ช่างย้อมผ้าที่อยู่คนเดียวปากร้ายใจดี องค์ชายและเพื่อนเด็กกลุ่มหนึ่ง ไปช่วยหญิงชราย้อมผ้าหญิงชรา บ่นว่า ธรรมดา เจ้าจะมาทุกสามวัน แต่นี่เจ้าหายไปสิบกว่าวัน

วันเวลาผ่านไป
องค์ชาย และโซคีฮา ยังมีกันและเป็นเพื่อน ออกไปขี่ม้าด้วยกันจากเด็ก จนเป็นหนุ่มสาว และซูจินี ที่อยู่กับวงพนัน จากเด็กจนเป็นสาวเช่นกัน
เมื่อ 2 พันปี ที่แล้วมา เทพฮวานอุงเคยทอดพระเนตร แชโอ ที่เอาใจใสดูดูแล คนในเผ่าหมี ด้วยความห่วงใย พยาบาลดูแลผู้ที่บาดเจ็บจากการต่อสู่กับเผ่าเสือด้วยน้ำตาของเธอ แต่ตอนนี้ องค์ชายทัมด๊ก ก็กำลังทอดพระเนตร ความแก่นแก้ว ซุกซน เจ้าเล่ห์ แสนกลของ ซูจินี
จากภาพเด็กน้อยซูจินี ที่สดใสสนุกสนานเบิกบานเต็มที่ในวงพนัน กลายเป็นภาพสาวน้อย (สาวน้อยจริงๆเพราะลีจิอา ตัวเล็ก) ในภาพลักษณ์ที่แปลกตากว่าคนอื่นด้วยสีสันเสื้อผ้าและชุดที่สวมใส่ ผมสั้น นักเล่นพนันวงในที่เกาะขอบวงล้อ ที่หมุน ๆส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ถัดออกมาคือที่สนใจ ดูและเชียร์พรรคพวกของตนที่อยู่ในวงพนัน มีทั้งหญิงและชาย แต่ทุกคน อยู่ในอาภรณ์สีสดใสทั้งหญิงและชาย รวมเป็นกลุ่มใหญ่ส่งเสียงเฮอา องค์ชายทัมด๊กที่แต่งองค์เป็นสามัญชน เช่นกัน เพราะแอบหนีออกจากวังมาเที่ยวอย่างเคย (ตั้งแต่เด็กจนหนุ่ม) เสด็จลงบันไดมาจากชั้นบนของโรงเตี๊ยมต้องหยุดแวะทอดพระเนตรเพราะซูจินีที่ส่งเสียงดังกระโดดชูสองมือดีใจที่ชนะ องค์ชายเกาะระเบียงของโรงเตี๊ยมทอดพระเนตรนักเล่นพนันกลุ่มนี้ ซูจินี ดื่มเหล้าไปแทงพนันไป องค์ชายสนพระทัยจนต้องทรุดองค์ประทับนั่งที่ขอบระเบียงโรงเตี๊ยมนั้นเอง ทอดพระเนตรเห็นซูจินี แพ้พนันหมดตัว ต้องออกจากวงพนัน เดินสอดส่ายสายตาหาเหยื่อ มีเสียงโห่ของประชาชนในตลาดต้อนรับขบวนนักแข่งโปโลทีมสีน้ำเงิน ทรงละความสนพระทัยไปที่ทีมโปโล เมื่อกลับมาสนพระทัยซูจินีใหม่ ก็ทอดพระเนตรเห็น ซูจินีใช้ความสามารถพิเศษ ขโมยถุงเงิน จากชาย ที่มากัน2 คน มาได้ แต่ก็มี ผู้ชายอีกคน (คือ ฮยอนโก )มาเอาถุงเงินที่ซูจินี ไปอีกที แถม ผลักซูจินี สั่งให้ซูจินีตามชาย 2 คนนั้นไป
กลายเป็นว่า ชาย ทั้ง 2 คนนี้ ไปที่ทีมโปโลสีดำ และเอาสมุนไพรสีเขียว ไปวางที่กองฟาง อาหารม้าของทีมโปโลสีดำ ซูจินี เข้าไปขัดขวาง และถูกชาย 2 คน รุมอัด ล้มลุกคลุกคลาน เมื่อลุกได้ ก็วิ่งตามชาย 2 คน ที่ออกวิ่งหนี แต่กลายเป็น ทีมโปโลสีดำ เข้าใจว่าซูจินี เป็นขโมยแอบเข้ามา และถูกทีมโปโลสีดำ ไล่จับ ต้องวิ่งหนีเข้าไปในตลาด ตลาดแทบพัง ข้าวของในตลาดเกลื่อนกลาด ในที่สุด ซูจินี ก็ถูกจับตัวได้ จนองค์ชายต้องแอบให้ความช่วยเหลือ ปล่อยม้าของทีมโปโลสีดำ จน คนที่จับตัวซูจินี ต้องปล่อยซูจินี และออกวิ่งตามม้าของตัวเอง


องค์ชาย ทรงพารถบรรทุกฟางเข้ามา ซูจินี กระโดดขึ้นไปนั่ง แล้วขอบคุณองค์ชาย ด้วยการล้วงถุงเงินจากอุระแต่องค์ชายรู้ทัน องค์ชายถามซูจินีว่า หัวขโมย 2 คนที่เข้าไปในทีมสีดำเพื่อวางยาให้ม้าของทีมสีดำท้องเสีย มีใครว่าจ้างมา ซูจินี ทำการค้าเสียเคยตอบว่า จ่ายเงินมาก่อน 3 เหรียญ อันที่จริงข่าวนี้ ราคาที่แท้จริง 5 เหรียญ แต่ สำหรับครั้งแรก คิดแค่ 3เหรียญ แต่ก็ไม่ได้ตอบคำถาม องค์ชายลงจากรถม้า ซูจินี ตามลงมา แนะนำตัวเบ็ดเสร็จ ว่าข้าชื่อ ซูจินี และเหน็บแนมองค์ชาย ว่า เดินแบบนี้ ทำท่าทางเป็นพวกขุนนางออกเยี่ยมเยียนชาวบ้าน แล้วก็ชวนองค์ชาย ไปสำนักนางโลม แถมปรามาสหน้าองค์ชายว่าท่านน่ะยังอ่อนหัด ผู้หญิงที่นั่นวิเศษที่สุด ขนาดข้าเป็นผู้หญิงยังรู้สึกเร้าใจเลยแล้วก็หลับตา ทำท่า อวดว่า น่าใฝ่ฝันถึงสาวๆพวกนั้น ซูจินี เดินไปร้องเพลงไปหันมาบอกองค์ชายว่าท่านมาเดินแถวนี้ จะเดินแบบคนอ่อนหัดอย่างนี้ไม่ได้นะ ถ้าพวกนั้นรู้ว่า ท่านยังบริสุทธิ์อยู่ พวกเขาจะจับท่านทำซุปกิน



ตลอดทางองค์ชายกอดพระอุระไว้ ซูจินี เจ้าเล่ห์ เสนอเป็นผู้ดูแลถุงเงินให้องค์ชายอีก และถูกเนื้อต้องตัว ชายท่าทางดี มีสตางค์ ที่ซูจินีไม่รู้ว่าคือใคร หลายครั้ง เนื่องจากซูจินี เติบโตมาจากหมู่บ้านที่มีผู้ชาย จึงมองไม่เห็นความแตกต่างจากชายแปลกหน้าผู้นี้ แล้วซูจินี ก็ถูก ผู้หญิงสองคนกระแทกจนเซออกไป พร้อมกับส่งเสียงทักทายว่า ....ที่รัก ...ของข้า....องค์ชายทักสาวๆว่า พวกเจ้าเป็นอย่างไร และทรงพระสรวลสาวๆตอบว่า ตั้งนานแล้วท่านไม่มา คิดถึงพวกข้าบ้างไหม แล้วก็เข้ามาคล้องแขนองค์ชายเดินขนาบซ้ายขวา เดินจากไป พูดต่อว่า ท่านต้องเรียกหานางคนอื่นด้วยนะ ท่านน่ะทำให้น้ำตาท่วมห้องของพวกเรา …ตลอดเวลาองค์ชายทรงพระสรวลเบิกบานพระทัย เป็นระยะ ซูจินี ทำหน้าตา งง งวย รู้ว่าจุดไต้ตำตอเข้าเสียแล้ว เมื่อองค์ชายหันพระพักตร์มาชวน ให้เข้าไปดื่มกิน ของฟรี ซูจินี ทำเสียงไม่สบอารมณ์ ว่า เชอะ หันหลังกลับ แล้วก็ เปลี่ยนใจ ของฟรีนี่นา และคงอยากตามมาดู ลีลา คนที่ตัวเองหลงเข้าใจว่าอ่อนหัด ที่ไหนได้ หลงไปสอนนักปราชญ์อ่านหนังสือเสียแล้ว

องค์ชาย เป่าเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่ง เป็นไม้ หากเป็นไม้ ก็น่าจะเรียกว่าขลุ่ย แต่เสียงดนตรีที่ออกมา เป็นเสียง ปี่ จะเรียกอะไรดี แต่ว่า ขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับดนตรีของเกาหลี แทรกก่อน


ชนชาติเกาหลีมีดนตรีที่เรียกว่า คุกอัก มีที่มาคล้ายคลึงกับดนตรีจีนและญี่ปุ่น แต่ถ้าเราสามารถสัมผัสดนตรีชนิดนี้ได้อย่างลึกซึ้ง จะพบว่าดนตรีเกาหลีมีลักษณะแตกต่างอย่างชัดเจนจากดนตรีชนิดอื่นๆ ในแถบเอเชียตะวันออกกล่าวคือ ดนตรีเกาหลีประกอบด้วยสามจังหวะในหนึ่งห้อง ในขณะที่ดนตรีจีนและญี่ปุ่น มีสองจังหวะในหนึ่งห้อง คุกอัก แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ ซองอัก หรือดนตรีในราชสำนัก และมินซกอัก หรือดนตรีพื้นบ้าน ซองอัก ซึ่งเป็นดนตรีชั้นสูง มีท่วงทำนองเชื่องช้า เยือกเย็น และซับซ้อน ส่วน มินซกอัก ได้แก่ดนตรีของชาวนาชาวไร่ พันซอรี (ดนตรีที่เน้นการแสดงความรู้สึก) และดนตรีพิธีไสยศาสตร์ มีจังหวะรวดเร็วและกระฉับกระเฉง (จากนิตยสาร this is Korea เล่มเดิม)
ข้อมูลนี้ไม่ได้บอกเรื่องของเครื่องดนตรีที่องค์ชายเป่า


มีคนของทีมโปโลสีดำจำซูจินีได้ เลยไปตามคนอื่น มา ตามจับซูจินี จนเกิดโกลาหล แล้วก็เป็นเวลา ที่องค์ชาย ต้องเสด็จกลับวัง ทรงทิ้งซูจินีให้ หาวิธีเอาตัวรอดจากการถูกจับ เอง ยังโบกพระหัตถ์อำลาให้
ส่วนในวังหลวงทหารที่รู้ความเป็นไปขององค์ชายก็กำลังวุ่นวาย เพราะกษัตริย์กำลังเสด็จมาหาองค์ชาย ตัวองค์ชายเองก็ต้องแอบปีนเข้าวังทางระเบียงมืด ในการกลับเข้าวัง ที่พื้นข้างล่างส่วนในของระเบียงวัง มีโซคีฮา ยืนประคองฉลองพระองค์พาดแขนทั้งสองมือ รอคอยอยู่ องค์ชาย แย้มพระโอษฐ์แบบเด็กๆประจบเอาใจผู้ใหญ่ คงหนีออกจากวังจนเป็นหนุ่มและเป็นกิจวัตร ทหารในวังและโซคีฮา ถึงสื่อความกันได้ โดยไม่ต้องมีบทพูดเลย เหมือนทุกคนรู้หน้าที่กันดี เพราะปฏิบัติกันมาเนิ่นนาน แถมเมื่อ พบกษัตริย์ กษัตริย์ทรงตรัสว่า มีคนแอบปีนรั้ววังทุกคืน องค์ชาย ต้องหาเรื่องกลบเกลื่อน กษัตริย์ ทรงพาองค์ชายเสด็จพระราชดำเนินไปตามระเบียง พร้อมเทศนาสั่งสอนองค์ชายมากมาย ทรงสั่งห้ามองค์ชาย ไม่ให้ไปสนามแข่งโปโล ในวันรุ่งขึ้น เพราะจะมีพวกขุนนาง ชนเผ่าทั้งหลายมาร่วมงาน องค์ชายกราบทูลว่า จะไม่ทำองค์ให้เป็นจุดเด่น และคงไม่มีใครรู้จักองค์ชาย กษัตริย์หยาง ทรงเตือนว่า ตระกูลยอน ก็พยามยามหาทางกำจัด องค์ชาย อยู่ทุกขณะ อย่าทำสิ่งใด เป็นการให้โอกาสแก่ตระกูลยอน


เมื่อกลับมาห้องบรรทม องค์ชาย ไม่สนใจ คำพูดของโซคีฮา ที่พูดเสริมถึงความสำคัญของตระกูลยอน ต่อจากดำรัสของกษัตริย์ กลับขอให้โซคีฮา แสดงพลังพิเศษ จุดไฟ องค์ชาย ถูกพระทัย เหมือนเด็กได้ของถูกใจ แย้มพระสรวลไม่หุบโอฐ ชี้ ให้จุดไฟตรงโน้นตรงนี้ทรงชวนโซคีฮา หนีไปอยู่ด้วยกันที่อื่น ให้โซคีฮาแสดงการจุดไฟ องค์ชายเป็นผู้เก็บเงินคนดู แล้วก็เสด็จไปที่เตียงบรรทม ทรุดองค์ลงประทับนั่ง ไม่รอคำตอบ ตบบรรจถรณ์ ข้างองค์ เป็นการเชิญชวน ให้โซคีฮา มานั่งข้าง ๆพระองค์ แต่โซคีฮา ทำท่าจะออกไปองค์ชายบอกว่า เจ้าอยู่ต่ออีกหน่อยได้ไหม ไหนไหนเจ้าก็มาถึงที่นี่แล้ว โซคีฮา หันมาตอบว่า บรรทมได้แล้วเพคะองค์ชาย องค์ชายทอดองค์ ลงกับบรรจถรณ์ รำพึงรำพันอย่างคนว้าเหว่กับองค์เองว่า ไม่มีใครจะหัวเราะร่วมกับข้าในวังนี้ โซคีฮา แสนสงสารองค์ชาย แต่ก็ออกจากห้องไป องค์ชาย ยกหัตถ์ก่ายพระนลาฏ หลับพระเนตร เดียวดาย.....


วันรุ่งขึ้น องค์ชายออกไปนอกวังอีก ซูจินีเดินตาม ต่อว่าต่อขานองค์ชายที่ทิ้งเธอไว้ พูดจาเซ้าซี้จนองค์ชายถามว่า ซูจินีเป็นผู้หญิงแบบไหน มาเดินตามตื้อผู้ชาย ที่ว่าเราจับมือกันกันนั้นตอนไหน เจ้าอยากให้ทำอย่างนั้นใช่ไหม ทรงแกล้งจะกอด ซูจินี ซูจินีหน้าตื่น หลบองค์ชายออกไป
องค์ชายไปหาพ่อค้าเกลือ พ่อค้าส่งส่วนแบ่งให้ องค์ชาย ให้คำแนะนำในการกักตุนเกลือ ไว้ขายในเวลาที่เกลือขาดตลาด เพราะมีพ่อค้ามองโกเลียมาซื้อเกลือไปเมื่อเดือนก่อน
ซูจินี ตามมาชักชวนองค์ชายไปเล่นพนัน การแข่งโปโล ที่ทุกคน ต่างพากันพนัน ข้างทีมสีเหลืองว่าจะชนะ แต่เธอ มีข้อมูล ว่าทีมสีดำต่างหาก คือ ทีมผู้ชนะ แล้วพาองค์ชายไปหา ฮยอนโก ศิษย์และอาจารย์ ช่วยกันหลอกล่อ องค์ชาย แต่องค์ชายรู้ทัน อาจารย์และศิษย์ ต้องเลี้ยง อาหารองค์ชาย
ฮยอนโก ชื่นชม ยอนโฮแก แต่ก็ข้องใจ ว่า ทีมสีเหลืองคือผู้ส่งคนไปวางยาม้าของทีมสีดำ องค์ชายตำหนิว่าไม่มีหลักฐานอย่ากล่าวให้ร้ายผู้อื่น ฮยอนโก พูดถึงความเปลี่ยนแปลงของยอนโฮแก องค์ชาย ตรัสตอบว่า ยอนโฮแก เปลี่ยนไป หลังจาก การเสียชีวิตของท่านแม่ และท่านหญิงยอนเสียชีวิต เพราะถูกคนอื่นฆ่า

ยอนโฮแก คือหัวหน้าทีมโปโลสีเหลือง และสั่งลูกทีมว่า การแข่งขันครั้งนี้เขาจะทำให้ทุกคน ยอมรับเขา ทีมสีเหลืองจะแพ้ไม่ได้ ในคืนก่อนการแข่งขัน ยอนโฮแก ได้บอกกับเสนาบดียอนว่าจะพิสูจน์ความสามารถในการชุมนุม แข่งขันโปโล ทั้ง 5 ชนเผ่า ให้ทุกคนเห็นและยอมรับ เมื่อถึงเวลานั้น ท่านพ่อ ก็ อย่า ปฏิเสธทำเป็นไม่รับรู้ ก็แล้วกัน ซึ่งเสนาบดียอนได้ตอบว่า พ่อไม่มีวันปฏิเสธ ลูกได้หรอก

ที่สนามแข่งโปโล องค์ชาย ประทับนั่งที่อัฒจรรย์คนดู ปะปน กับประชาชนทั่วไป ซูจีนีเดิน เข้าไปเบียดแทรกตัวเองนั่งข้าง องค์ชาย กษัตริย์ เสด็จออก มีขุนนางชั้นสูง นั่งร่วม ในที่ประทับ และ แทจังโร ได้มาร่วมดูการแข่งขันนี้ด้วย


COPYRIGHT@ Amornbyj & SUE

เรื่องย่อ ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์ (ตอนที่ 5)


Kyukku (คยอคคู ) กีฬาที่ปรากฏในละครเรื่องนี้ ก็เป็นกีฬาที่โปรดปรานของราชวงศ์อังกฤษ ที่เรารู้จักกัน คือ โปโล สำหรับบ้านเรา ก็เป็นกีฬาที่ปรากฏในวรรณคดี เรื่องสังข์ทอง ที่คนไทยเราเคยคุ้นคำว่าตีคลี ลองนึกภาพว่า พระสังข์ทอง ตีคลี แข่งขันพนันเอาเมืองกัน กับผู้มาท้าตีคลี คือพระอินทร์ที่แปลงองค์ลงมาจากสวรรค์ เพื่อให้ พระสังข์ยอมถอดรูปเงาะ ในพระราชนิพนธ์ได้บรรยายความสง่างามของ การตีคลี ของพระอินทร์และพระสังข์
ขอเชิญชมความอลังการของสนามและการแข่งขัน ตีคลี หรือโปโล ใน the legend แต่ต้องชมจากหน้าจอทีวี กันเอง เพราะผู้เล่า มิสามารถบรรยายภาพให้มองเห็นเป็นตัวอักษรได้
และขออภัย ที่การเล่า มีการใช้คำ ทั้งโปโล และ ไม้ตีคลี




ตอนที่5

การแข่งขัน คู่แรก คือทีมสีเหลือง ตัวแทนจากจากแคว้นกลาง คือเครุ และทีมสีน้ำเงิน ตัวแทนแคว้นซุนโน เมื่อยอน โฮแก ลงสนาม ก็มีเสียงผู้ชมต้อนรับ ซูจินี ทำท่าทางละเมอเพ้อฝันกับความสง่างามของยอนโฮแก แต่กลับเอาตัวเองกระแซะ องค์ชาย ทีมสีเหลืองทำคะแนนนำ ที่ทำให้เสนาบดียอน พออกพอใจ ทีมสีเหลืองเล่นแบบแรงขึ้น เรื่อยๆและ ใช้ไม้ตีคลี ตีผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม องค์ชายทอดพระเนตรแล้ว ทรงบ่นว่า ทำอย่างนั้นได้หรือ ซูจินีตอบว่า กฎมีเพียงข้อเดียวคือไม่ทำให้ม้าบาดเจ็บ การใช้ไม้ตีคลี จะทุบตีหรือกระแทก ทุกอย่างทำได้หมด บางทีคนเล่นก็ล้มลงกระดูกแตก บางทีก็ถึงตายได้ องค์ชายทรงค้านว่า แต่ไม้ตีคลีต้องทำจากไม้ไผ่เท่านั้นมิใช่หรือ นี่เป็นกฎเท่าที่ข้ารู้ ซูจินี ก็ได้แต่สงสัยว่า ถ้าไม่ใช่ไม้ไผ่แล้ว มันคืออะไรกันแน่


ผู้แข่งขัน ทีมสีดำ ก็ตั้งข้อสงสัยว่า กันในทีมว่า ดูและฟังเสียงแล้ว เหมือน ทีมสีน้ำเงินจะถูกตีด้วยเหล็ก รวมทั้งบาซอน และจูมูชิที่เข้าสนามมาและมองดูอยู่ และ จะมาถามข่าวเรื่องม้าของทีมสีดำ บาซอนบอกว่า จากประสบการณ์ 3 0 ปีในการเป็นช่างตีเหล็ก และเป็นทายาทจากตระกูลช่างตีเหล็ก ไม้ตีคลีนั่นทำจากเหล็ก
แล้วทุกคน ก็ฮือฮาตกใจ ที่ผู้แข่งทีมสีน้ำเงินตกลงมาจากหลังม้า และทีมสีเหลืองก็ ทำประตูได้ ยอนโฮแกดีใจ
แทจังโร เริ่มรูสึกถึงแสงแดงวาบ ๆที่ปรากฏในกระเป๋าเสื้อของตัวเอง ที่ใส่ หัวใจฟินิกซ์ไว้ เมื่อมองไปที่ ยอนโฮแก และโซคีฮา แทจังโรก็เข้าใจว่า เมื่อ ทั้งสองคนอยู่ใกล้กันทำให้ หัวใจฟินิกซ์ เปล่งแสงออกมา แท้ที่จริงแล้ว ซูจินี อดรนทนไม่ไหวลุกขึ้นจาก อัฒจรรย์ และองค์ชายขยับองค์ขึ้นตาม และกำลังจะเสด็จผ่าน แทจังโร โซคีฮาที่มององค์ชายอยู่ตลอด พลอยขยับตัวด้วยต่างหาก เมื่อองค์ชายเสด็จผ่านแทจังโร จริง แสงที่เปล่งออกมาก็ แดงยิ่งขึ้น แทจังโร มองยอนโฮแก แล้วยิ้มที่มุมปาก ทำท่าทางมั่นอกมั่นใจยิ่งขึ้น


ซูจินีไปที่ค่ายพักทีมสีเหลือง เพื่อมาดูไม้ตีคลี แล้วก็หายข้องใจ และเรียกค่าปิดปาก จาก อิลซู คนสนิทของยอนโฮแก 30 เหรียญ อิลซู โมโห บอกว่า ถ้าอย่างนั้นข้าจะปิดปากเจ้า ข้าจะทำให้มั่นใจว่า เจ้าจะเปิดปากอีกไม่ได้ และใช้ไม้ตีคลีเหล็ก ไล่ทำร้ายซูจินี ซูจินีหลบไปหลบมา จนตีพลาด ถูกตุ่มน้ำแตก ยอนโฮแกเข้ามาพอดี ถามว่า เจ้าทำอะไร นางเป็นผู้หญิงและไม่มีอาวุธ อิลซู ใส่ร้ายว่าซูจินี นำอะไรบางอย่างมาใส่น้ำ ข้าเห็นด้วยตาตัวเอง ต้องมีฝ่ายอื่นส่งนางมา ในที่สุดซูจินีถูกจับหิ้วปีก อิลซูบอกว่า จะดูแลนางเองและจะซักเอาความจริงให้ มีสุรเสียงขององค์ชายดังขึ้นว่า ใครกันแน่ที่ต้องบอกความจริง ซูจินีตกใจ รีบ บอกองค์ชายว่าอย่ามาที่นี่ ท่านมาทำไม ท่านรีบหนีไป ท่าทางหน้าตา สุ้มเสียงซูจินี เป็นห่วงองค์ชาย มาก (คงเป็นความรู้สึกลึก ๆ จาก ชาติภพ แช โอ เมื่อ2 พันปีมาแล้ว)


อิลซู เป็นผู้จัดการเรื่องไม้ตีคลี โดย ยอนโฮแก มิได้รู้เห็นด้วย เมื่อองค์ชาย เอาไม้ตีคลี ฟาดต้นเสา ยอนโฮแก ถึงได้เห็นด้ามเหล็กที่อยู่ข้างใน (สันนิษฐานว่า ไม้ตีคลี อันที่ยอนโฮแกใช้ คงเป็นไม้ไผ่ธรรมดาจริงๆ) ยอนโฮแกตกใจ อิลซู หลบตา เหมือนการสารภาพ องค์ชายทรงแนะนำว่าให้จ่ายเงินให้ซูจินีให้มากหน่อย ซูจินี คงปิดปากตัวเองได้ แต่ยอนโฮแก กลับตอบองค์ชายว่า องค์ชาย (ซูจินี ได้ยินชัด เจนที่ยอนโฮแก เรียกองค์ชายกว่า ครั้งแรก) หม่อมฉันจะไม่ปกปิดเรื่องนี้ หม่อมฉันจะพูดความจริงและยอมรับผลที่เกิดขึ้นในฐานะหัวหน้าทีมสีเหลือง หม่อมฉันจะรับผิดชอบเต็มที่พะย่ะค่ะ
องค์ชายทรงห้าม เพราะองค์ชายจะเดือดร้อนไปด้วย ที่เสด็จมาที่นี่ทั้งที่ทรงถูกห้ามไม่ให้ออกมานอกเขตวัง ทรงแนะนำให้ยอนโอแก เปลี่ยนใช้ไม้ตีคลี ที่สกปรกเป็นของที่สะอาด เจ้าไม่เห็นข้า และข้าก็ไม่เห็นไม้ตีคลีนี้ ตกลงไหม แล้วเสด็จออกมาจากค่ายพัก ยอนโฮแก ท่าทางครุ่นคิด และทำท่าทาง ไม่ได้ดังใจตัวเอง

โซคีฮา ตามมาถึงหน้าค่ายพักทีมสีเหลือง พอดีกับที่องค์ชาย เสด็จอยู่หลังซูจินี ทรงถามซูจินีว่าเจ้าจะไม่ขอบคุณ ที่ข้าช่วยชีวิตเจ้าหรือ ซูจินี รู้สึกน้อยใจ ที่ไม่รู้ศักดิ์ที่แท้จริงขององค์ชาย องค์ชายห้ามไม่ให้ซูจินี พูดอะไรที่เกี่ยวกับองค์ชาย เกี่ยวกับทีมสีเหลือง และ.... แต่ซูจินี พูดขัดขึ้นว่า อย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อข้าอยู่แล้ว ข้าเป็นเด็กข้างถนน มีเพื่อนเป็นองค์ชาย แล้วใครจะเชื่อว่า นักรบที่ยิ่งใหญ่ของชาติเราแอบเอาเหล็กใส่ไว้ในไม้ตีคลี องค์ชายปรามว่า เสียงเบาหน่อย ซูจินีไม่สนใจ พูดต่อว่า ข้าเป็นคนไร้การศึกษา โง่เง่า ข้าอยากจะถามท่าน มันเหมาะสมไหมที่เด็กข้างถนนอย่างข้าจะปิดปากเพราะเงิน แต่ในฐานะของคนในประเทศนี้ ท่านจะไม่ยึดถือ ความยุติธรรมสักหน่อยหรือ คนน่ารังเกียจบังอาจหลอกลวงต่อหน้ากษัตริย์ แล้วท่านจะให้ข้าเงียบไว้ องค์ชาย ทรงกระแอม กอดพระอุระ ซูจินีพูดต่อ ข้าได้เงินแล้วท่านได้อะไร องค์ชายตรัสว่า เจ้านี่ช่างไม่กลัวอะไรเลย ซูจินี ตอบว่า หัวหน้าของข้าก็พูดอย่างนี้ตลอดเวลาเลย “ เจ้านี่ช่างไม่กลัวอะไร “
องค์ชาย ทรงบอกกับซูจินีว่า มันมีหนี้ที่ต้องจ่าย ข้ามีหนี้ที่ต้องจ่ายให้กับลูกชายของตระกูลยอน วันนี้ข้าจ่ายเพียงดอกเบี้ย

โซคีฮาที่มายืนดูองค์ชายกับซูจินี ที่นอกค่ายของทีมสีเหลือง มีท่าทางไม่สบายใจ ซารยางมาบอกโซคีฮาว่า แทจังโรขอพบคืนนี้ โซคีฮาจะสะดวกไหม แต่โซคีฮา ยังคงมององค์ชายและซูจินีนิ่ง ซารยางต้องเรียกซ้ำว่า นายหญิงคีฮา แต่โซคีฮากลับตอบว่า เขากำลังยิ้ม ซารยางถามว่าอะไร โซคีฮาตอบว่า หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นตอนเด็กข้ายังไม่เคยเห็นเขายิ้มง่ายๆเลย เขากำลังยิ้มสดใส ...เมื่อเขามองดูเธอ ... (แต่เราคนชม ไม่เห็นภาพนี้หรอกว่าองค์ชายยิ้มสดใสขนาดไหน มีแต่โซคีฮาเห็นคนเดียว)

ตอนกลางคืน ซูจินีบ่นพึมพำกับตัวเอง ทำท่าขัดอกขัดใจ ฟาดแขนตัวเองไปมา กับคำห้ามขององค์ชาย ฮยอนโกยืนมองอยู่นานอย่างสงสัย เรียกหาว่า นี่ลูกศิษย์ของข้า แต่ซุจินีไม่สนใจยังบ่นเรื่องที่ ฮยอนโกฟังแล้วไม่เข้าใจ พยายามปะติดปะต่อเรื่อง ซูจินีบอกว่า ไม่มีอะไรสลักสำคัญสำหรับท่านหรอก ข้าพูดอะไรไม่ได้ มันน่าอึดอัดใจ ฮยอนโกถามถึงยอนโฮแก ที่สั่งให้ซุจินี จับตาคอยมองไว้ ซูจินีตอบว่า ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่านักต้มตุ๋นนั่นทำอะไรอยู่ ฮยอนโก ถามว่าเจ้าเป็นอะไรไป ข้าสั่งให้เจ้าจับตามองเขาอย่างใกล้ชิดเขาพูดกันว่า สาวๆในปราสาทโกกแน ฝันถึงยอนโฮแกทั้งคืน ซูจินี ทำท่าทางระคายหู ฮยอนโกบ่นว่าเจ้าคงไม่ใช่ผู้หญิงแท้ๆ ข้าจะทำอย่างไรกับเจ้าดี ซูจินี หงุดหงิดใจเต็มที่ ผุดลุกขึ้นพูดเสียงดังว่า ข้าไม่ต้องการเห็นเขาอีก และถึงอย่างไรข้าก็ทำไม่ได้ ข้าบอกว่าข้าทำไม่ได้ ฮยอนโกตกใจ ถามว่าเจ้าไม่ได้อยู่กับผู้ชายคนนั้นใช่ไหม เจ้านอนกับเขาหรือ คราวนี้ซูจีนี อ้าปากค้างไปเลย ฮยอนโก อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ซูจินีไม่เล่าเรื่อง ฮยอนโกชักโมโห บ่นว่าเพราะอย่างนั้นเจ้าถึงบอกว่า เขาเป็นนักต้มตุ๋น หลังจากเกิดเรื่องแล้วเจ้าสารเลวนั่นพูดอะไรกับเจ้า ข้าจะทำอย่างไร ทีนี้ข้าจะทำอย่างไร แล้วก็โอดครวญช้ำอีกว่า ข้าจะทำอย่างไร .....

ที่พักลับของฮวานเซิน โชคีฮา มาพบแทจังโร แทจังโรเล่าเรื่อง ตามที่ตัวเองเข้าใจเอาเองว่าหัวใจฟินิกซ์ เปล่งประกาย เมื่อ ยอนโฮแก และโซคีฮา อยู่ใกล้กัน โซคีฮา ทวนความว่า ที่สนามแข่งขัน ตอนที่ยอนโฮแกและข้าอยู่ใกล้กัน หัวใจฟินิกซ์ กลับมีชีวิตขึ้นมา แทจังโรพูดต่อว่า แต่เราก็ไม่อาจแน่ใจ ข้าวางแผนจะไปเยี่ยมเยียน ยอนโฮแก ข้าจะเชิญเจ้าไปด้วย เราสองคนจะได้ยืนยันเรื่องนี้กัน โซคีฮาถามต่อว่า ถ้ายืนยันได้แล้วต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น แทจังโรตอบว่า
เราจะทำให้เขาเป็นกษัตริย์ โคคุเรียวตามแผนการ จากนั้นแท่นบูชาใต้อารามหลวงอาบูลันซา ของฮวาเซิน จะได้รับการปลดปล่อย เราจะให้เขาหาสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำเงิน เสือขาว และเต่าดำ


ที่วังหลวง องค์ชายแอบหนีออกจากวังมาอีกตามทางลับที่ทรงใช้เป็นประจำทรงแปลกพระทัยที่ พบ ยอนโฮแก ยอนโฮแก ไม่ต้องการมีจุดอ่อนให้องค์ชายมาใช้ข่มขู่ในวันหน้า องค์ชายตอบว่า พระองค์ก็ไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่า พระองค์ออกมานอกวัง ดังนั้น ให้ถือว่า เราสองคน ไม่ได้พบกันดีไหม ยอนโฮแก ทูลว่าหม่อมฉันจนตรอก หม่อมฉันต่างจากคนอื่นที่ฆ่าแม่คนอื่นแล้วยังไม่เคยชดใช้เลย หม่อมฉันไม่เคยได้อะไรมาโดยง่าย หม่อมฉันต้องการชนะการแข่งขันครั้งนี้และวางแผนให้ประชาชนสนับสนุน องค์ชายตอบว่า จะเอาชนะทีมสีดำนั้นไม่ง่ายหรอก มีหมอดูแม่นๆบอกว่าทีมสีดำจะชนะ ยอนโฮแก ย้ำว่า หม่อมฉันทูลแล้วว่าหม่อมฉันจนตรอก ทรงไม่เข้าพระทัยใช่ไหม ถือว่าหม่อมฉันได้รับอนุญาตจากองค์ชายแล้ว ทูลลาพะย่ะค่ะ
( อันที่จริง ยอนโฮแก เป็นคนดี มีความสง่าผ่าเผยในตัวเอง เป็นคนตรงไปตรงมา เคยอยากเป็นเพื่อนกับองค์ชายในวัยเด็ก แต่เป็นเพราะความแค้นจึงเปลี่ยนเป็นเกลียดชังและคิดแก้แค้นองค์ชาย )
องค์ชายพบซูจินี พึมพำพูดกับตัวเองอยู่คนเดียว ดื่มเหล้าด้วย องค์ชาย ถามซูจินีว่าป่วยหรือเปล่าจึงพูดอยู่คนเดียว ซูจินีถามว่ามาที่นี่ทำไม องค์ชายแย่งเหล้าเอาไปเสวย ซูจินีคว้าคืนไป ถามว่าท่านตัดสินใจออกมาข้างถนนหรือ องค์ชายตอบว่า ข้าอ่านหนังสือจนเหนื่อยเลยออกมาดูผู้คนและมีคนบอกว่าจะพาข้าไปดูอะไรที่น่าสนใจ
แล้วก็สมพระทัยองค์ชายจริงๆ เพราะยอนโฮแก มาดื่มเหล้า และโกรธลูกน้องอิลซูที่โกงเรื่องไม้ตีคลี ทำให้อับอายองค์ชาย อิลซูทำลงไปเพราะต้องการชัยชนะ ผู้ชายทุกคนต้องการเป็นอัศวิน ถ้าหากไม่ชนะการแข่งขัน ก็ไม่มีทางเข้ามาเป็นอัศวินได้ ยอนโฮแก เองก็เฝ้าแต่ย้ำว่า ข้าไม่แพ้กับใครทั้งนั้น เจ้าเข้าใจข้าไหมข้าจะไม่แพ้ อิลซูพูดว่า เราได้รับการดูถูกต่อหน้าองค์ชาย ถ้าเราไม่ชนะ...พูดไม่จบประโยคยอนโฮแก เข้ามาจับอิลซู ทั้งเขย่าทั้งตวาดว่า เจ้าเรียกมันว่าองค์ชายต่อหน้าข้าหรือ แล้วก็ผลักอิลซูออกไป สั่งว่าเจ้าจะต้องวางแผนสำหรับการแข่งขันวันพรุ่งนี้ เจ้าควรต้องเตรียมการเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะ เหมือนอย่างที่เจ้าทำกับไม้ตีคลี
อิลซู พาลูกน้องไปทำร้าย นักแข่งทีมสีดำ องค์ชายและซูจินีเข้าไปช่วยเหลือ และองค์ชายต้องพาโซคีฮามาช่วยรักษา เพราะจะพาไปหาหมอไม่ได้ เนื่องจากมีกฎว่า ถ้าผู้แข่งขันบาดเจ็บ จะลงแข่งขันไมได้ ในระหว่างการรักษามีตอนหนึ่งซูจินีถามโซคีฮาว่าท่านเคยเห็นข้ามาก่อนไหม ข้ารู้สึกเหมือนเคยเห็นท่านโซคีฮาไม่ตอบ และในขณะที่กำลังจัดยาและ อธิบายอาการบาดเจ็บคนเจ็บทั้งสามคนและการรักษาให้ซูจินี ฟัง เมื่อโซคีฮา เห็นองค์ชายยืนทอดพระเนตรอยู่ ก็มองสบตา กับองค์ชาย ที่ยืนอยู่ห่างทั้งสองคนออกไป องค์ชายส่งรอยแย้มพระสรวลและสายพระเนตรวาวหวานให้โซคีฮา โดยทั้งสองไม่สนใจซูจินี ที่ยืนอยู่ใกล้ๆโซคีฮาเลย


ทีมโปโลสีเหลือง คือ ทีมของแคว้นกลาง เครุ
ทีมโปโลสีน้ำเงิน คือทีมของแคว้น ซุนโน
ทีมโปโลสีดำคือทีมของแคว้น จุนโน
มีอีก 2 แคว้น คือแคว้นกวานโน และแคว้น โซโน ที่ไม่กล่าวถึง

ในรอบนี้เป็นรอบตัดสินของทีมสีดำ และสีเหลือง หัวหน้าทีมสีดำ เป็นบุตรชายของหัวหน้าเผ่า ตัวอ้วนใหญ่เสียงดังฟังชัด และทีมสีดำ จะมามีความผูกพันกับองค์ชาย ช่วยเหลือองค์ชาย
หัวหน้าทีมสีดำ ฉายาเจ้าหมูป่า และผู้เล่นตัวสำรอง ถูกรุมตีในเกม จนกรรมการให้ยุติ โดยเฉพาะเจ้าหมูป่าบาดเจ็บถูกทำร้ายตั้งแต่ตอนกลางคืน (เมื่อองค์ชายและซูจินี เข้าไปช่วยและจะพาไปหาหมอ เจ้าหมูป่าได้ถามองค์ชาย( ยังไม่รู้ว่าเป็นองค์ชาย) ว่าช่วยพวกตนทำไม พวกทีมสีดำ ไม่ใช่คนของที่นี่ด้วยซ้ำไป องค์ชายตอบว่า เพราะข้าเล่นพนันไว้ ว่าทีมสีดำจะชนะทีมสีดำจึงยอมรับความช่วยเหลือ)



องค์ชายกับซูจินี ปลอมตัวลงไปแข่งให้ทีมสีดำ
เมื่อกรรมการให้ทีมสีดำเปลี่ยนตัวผู้แข่งขัน แทนคนที่บาดเจ็บพอทีมสีดำได้คะแนน ทีมเชียร์บนอัฒจรรย์ มีหัวหน้าเผ่าตัวอ้วนใหญ่ นำทีม ลุกขึ้น มาเต้น ย้ายสะโพกซ้ายขวา ไปทางเดียวกันพร้อมๆกัน น่าเอ็นดู กับ ไอเดียของผู้กำกับ น่ารักปนขำกลิ้ง มีจังหวะหนึ่งที่ซูจินีหมวกหลุดทำให้ ยอนโฮแกและอิลซูจำได้ ว่าเป็นใครและเดาได้ ว่า ผู้ที่ลงมาแทนคนเจ็บอีกคนคือใคร ทั้งคู่พยามทำร้ายองค์ชาย จนองค์ชายตกจากหลังม้า และตั้งใจให้ม้าของตนเหยียบองค์ชาย แต่ซูจินีเข้ามาขวางไว้ (ด้วยสัญชาตญาณอีกตามเคย) พระมาลาขององค์ชายกระเด็นหลุดจากพระเศียร ทำให้ ทุกคนในสนาม รู้ว่า นั่นคือองค์ชายทัมด๊ก องค์ชายเสด็จขึ้นที่ประทับยอมรับผิด กับกษัตริย์ เป็นเหตุให้ เสนาบดียอน กล่าวหาในเรื่องรัชทายาท ไม่วางตัวเป็นกลาง และนี่เป็นการหลอกลวงกษัตริย์และประชาชน กษัตริย์ ทรงให้ยกเลิกการแข่งขัน และทำโทษ ผู้กระทำผิด ทำให้องค์ชายถูกกักบริเวณ อยู่ในสุสานหลวง และทีมสีดำ ถูกนำไปขังที่คุกบ้านตระกูลยอน รวมทั้งซูจินีด้วย


แทจังโรไปพบเสนาบดียอน เสนาบดียอนเข้าใจว่า แทจังโรมาคุยเรื่องการค้า จึงทำท่าไม่สนใจ แทจังโรจึงบอกว่าตนเอง มีสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ฟินิกซ์ และรู้จักผู้พิทักษ์สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์นี้ และจะนำมาพบ ยอนโฮแก หากผู้พิทักษ์ สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ และกษัตริย์ จูชิน มาอยู่พร้อมกัน สัญลักษณ์ จะเปล่งประกายแสงออกมา โซคีฮา ถูกนักพรตหญิงจับได้ในขณะที่จะหลบออกมาหาแทจังโร ถูกนำตัวไปสอบสวนเรื่องที่ เธอชอบหนีออกจากอารามหลวงในเวลากลางคืนเป็นประจำ


องค์ชายจะออกไปเจรจาช่วยเหลือผู้เล่นทีมสีดำที่ถูกขัง จึงขอให้องครักษ์หญิงยอมเป็นตัวประกัน องครักษ์หญิงถามว่า พระองค์มั่นใจ ว่าจะชนะหม่อมฉันหรือ องค์ชายจึงต้องประลองฝีมือเพื่อเอาชนะหัวหน้าองครักษ์หญิง องครักษ์หญิง ถวายดาบยาวให้ องค์ชายใช้พระหัตถ์ กดดาบลงเป็นทำนองไม่ใช้ องค์รักษ์ จึงชักดาบสั้นที่พกติดตัวออกมา พร้อมทูลว่า เกรงว่าจะทำอันตรายองค์ชายบาดเจ็บ องค์ชายตอบว่า ข้าสัญญาว่าถ้าข้าบาดเจ็บ ข้าจะไม่ร้องไห้


ฉากการต่อสู้ประลองฝีมือ ที่องค์ชายไม่ใช้อาวุธ ใช้พระหัตถ์เปล่า คอยหมุนองค์หลบหลีก ตลอดเวลา สู้ไปแย้มพระสรวลไป ส่งสายพระเนตรหวานฉ่ำ ทำลายความแข็งแกร่งของวิทยายุทธ์ขององครักษ์หญิง องค์ชายสู้แบบเล่นสนุกเสียมากกว่า พยายามยึดแขนข้างที่มีอาวุธ แต่ลีลา หลีกหลบ กระโดดไต่กำแพง จังหวะที่ช้พระบาทเตะ หมุนพระองค์ ลีลาเยี่ยมยุทธ์ พลิ้วไหว ยังกับสายลมพัดโบก ด้วยชุดสีขาว สวยมาก ผลที่สุดทรงยึดแขนที่จับมีดสั้นในลักษณะโอบองครักษ์ ไว้ ถามว่าเจ้าบอกว่าเจ้าชื่ออะไรนะ แล้วก็เหวี่ยงองครักษ์ออกห่างพระองค์ ทรงพระดำเนินเอาพระหัตถ์ไขว้พระปฤษฎางค์ 2-3 ก้าวแล้วหยุดเอียงข้าง(สีข้างเรียกว่าพระปรัศว์)แล้วก็หันพระพักตร์มาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่องครักษ์ หอบแฮก ผมเผ้ายุ่งเหยิง เข้ามาทูลว่า ตนเองชื่อ kakdan องค์ชายบอกว่าข้าจะรีบกลับมา kakdan ทูลองค์ชายว่า ทีมโปโลสีดำ ถูกขังที่คุกของบ้านตระกูลยอน

COPYRIGHT@ Amornbyj & SUE

BYJ family at The 44th BaekSang Award

Dear Family, this is what happened at The 44th BaekSang Award

ถึง ครอบครัว, นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นที่งานประกาศผลรางวัล BaekSang ครั้งที่ 44

Posted in Soompi by Jaimez
Original : Korean (Sports Chosun)
Time : 2008/4/24 19:03
Reporter : 李熙珍
Translated to Chinese : wonchun
Translated to English : jaime


โพสท์ข้อความใน Soompi โดย Jaimez

ต้นฉบับจาก Korean (Sports Chosun)
เวลา 19.03 น. วันที่ 24 เมษายน 2551
รายงานข่าวโดย
李熙珍
แปลเป็นภาษาจีนโดย wonchun
แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Jaime


Although Hallyu Star Bae Yong Joon does not appear in this year's BaekSang Award, the enormous BYJ fans group still exercise the power of their participation to confirm his popularity.

แม้ว่าดาราเกาหลี เบยองจุนจะไม่ได้ปรากฎัวในงานประกาศผลรางวัล BaekSang ในปีนี้ กลุ่มแฟนๆ ของเบยองจุนจำนวนมากยังคงแสดงพลังร่วมกันในการยืนยันความนิยมในตัวเขา

The 44th BaekSang Award is held on the 24th at 6pm at the Seoul National Theater.

งานประกาศผลรางวัล BaekSang ครั้งที่ 44 จัดขึ้นในวันที่ 24 เมษายน 2551 เวลา 18.00 น. ณ Seoul National Theater

Bae Yong Joon from historical drama TWSSG is on the nominees' list for the 'Best Actor Award', but he did not attend the ceremony. Despite the circumstances of knowing their idol will not be there, his fans still show up in abundance to show their support. Here at the Theater, besides his domestic fans, there are numerous overseas fans, majority of them are Japanese and Chinese fans. They have hired 10 large tour buses to transport them to the Theater.

เบยองจุนจากละครอิงประวัติศาสตร์เรื่อง TWSSG ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล นักแสดงชายยอดเยี่ยม แต่เขาไม่ได้เข้าร่วมงาน ถึงแม้ว่าจะอยู่สถานการณ์ที่แฟนๆ ทั้งหลายรู้ว่าดาราขวัญใจของพวกเขาจะไม่ได้อยู่ที่นั่น แฟน ๆ ของเขาก็ยังคงแสดงออกอย่างมากมายถึงการสนับสนุนดาราที่เขาชื่นชอบ ณ ที่โรงละคร ด้านข้างของแฟนในประเทศ มีแฟนๆ ชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่นและจีน พวกเขาเช่ารถทัวร์ขนาดใหญ่ 10 คันเพื่อมาส่งพวกเขายังโรงละคร

Bae Yong Joon's fans are all wearing T-shirts with Damdeok's character in TWSSG. When another TWSSG actor Philip Lee, who is nominated for the 'Best New Actor Award', arrived at the Theater, they instantly broke out with loud cheers to support him.


แฟนของเบยองจุนทั้งหมดสวมใส่เสื้อ ทีเชิ๊ต มีรูปในบทบาท องค์ชายทัมต๊อก ใน TWSSG เมื่อนักแสดงคนอื่นของ TWSSG คือ ลี ฟิลลิป (Philip Lee) ซึ่งได้รับการเสนอชื่อในรางวัล นักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม ได้มาถึงยังโรงละคร พวกเขาก็ส่งเสียงดังทันทีเพื่อแสดงความสนับสนุน

If you want to see the pictures please see here :
http://www.soompi.com/forums/index.php?showtopic=57&st=15460

For more pictures of Dear Family, Lee Ji Ah and Philip Lee,
Rosiebaba posted this in Joon's Family recently :
http://joonsfamily.com/index.php?showtopic=20463&st=40&start=40

[scroll down till you get to the pics]


ถ้าคุณต้องการชมภาพ โปรดคลิ๊กที่ลิงก์ข้างล่างนี้
http://www.soompi.com/forums/index.php?showtopic=57&st=15460

สำหรับภาพอื่นๆ ของครอบครัวที่รัก, ลี จิ-อา (Lee Ji Ah) และ ลี ฟิลลิป (Philip Lee)

Rosiebaba ได้โพสท์ลงใน Joon's Family เมื่อเร็ว ๆนี้ คลิ๊กที่นี่ค่ะ

http://joonsfamily.com/index.php?showtopic=20463&st=40&start=40

(เลื่อนลงไปเรื่อยๆ จนคุณได้เจอภาพ)

Dearest Korean, Japanese and Chinese family ,all BYJ family,

WE THANK YOU FROM DEEP IN OUR HEARTS FOR SHOWING OUR LOVE FOR BYJ
THROUGH YOUR ACTIONS TODAY !!!

LOVE,HUGS and CHEERS for all of you !!

myoce

พวกเราขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจสำหรับการแสดงความรักของพวกเราต่อเบยองจุน
ของการแสดงออกทั้งหมดในวันนี้
!!!

กอดด้วยรัก และเชียร์พวกคุณทุกคน!!
myoce

ME AND MY PAPA , by Joon Bear

This is a slide show "presentation by Joon Bear",the official BYJ teddy bear. The tittle is "Me and My Papa"
I posted this in KOB some time before :

นี่คือ สไลด์โชว์ การนำเสนอโดย หมีจุน [Joon Bear]” ตุ๊กตาเทดดี้แบร์เบยองจุน ในชื่อว่า ฉันและคุณพ่อ
ฉันเคยโพสท์สไลด์ชุดนี้ใน KOB เมื่อก่อนหน้านี้ค่ะ

โปรดคลิ๊กที่ลิงก์ข้างล่างนี้ค่ะ

http://picasaweb.google.com/penfui/MEANDMYPAPABYJOONBEAR
/photo?authkey=dm8hbZ4n7JA#s5182076641727498146



I created this using pictures from various sites in the internet,
thank you so much for all who made these pictures available !!

ฉันสร้างสรรค์ภาพเหล่านี้โดยนำภาพมาจากหลายเวปไซท์
ขอบคุณมากค่ะสำหรับทุกคนที่ทำให้ภาพเหล่านี้ใช้การได้
!!!

I hope you enjoyed it,
myoce

หวังว่าคุณจะชอบมันค่ะ
myoce

24.4.08

THE HIGH TIDE OF THE KOREAN WAVE

48731 BYJ in The High Tide of K-Wave myoce 2008.04.23

ลำดับที่ 48731 เบยองจุนในช่วงขาขึ้นของคลื่นเกาหลี โดย myoce วันที่ 23 เมษายน 2551


Dear BYJ and BYJ family,

This article I happen to see in The Korea Herald today, in the Special section,
The Korea Herald interview questions. It focuses on the development of The Korean Wave in The U.S. I have copied some excerpts from the article here. It's a very long article, if you are interested in reading it, see the link at the bottom of the page.
Yong Joon's name is mentioned first for the most popular actors.
It is a coincidence that wuri Yong Joon is in The U.S, and this article appears ! Dear family, have a nice time reading.

ถึง เบยองจุน และครอบครัวเบยองจุน

บทความนี้ ฉันพบใน The Korea Herald ของวันนี้ ในส่วนของบทความพิเศษ คือ The Korea Herald interview questions ซึ่งมุ่งเน้นถึงการพัฒนากระแสคลื่นเกาหลีในสหรัฐอเมริกา ฉันได้คัดลอกเฉพาะบทความที่ตัดตอนมาค่ะ บทความนี้ยาวมาก หากว่าคุณสนใจที่จะอ่าน ดูที่ลิงก์ด้านล่างของหน้านี้ค่ะ

ชื่อของยองจุนได้ถูกอ้างถึงเป็นอันดับแรกสำหรับนักแสดงที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มันบังเอิญกับที่ยองจุนอยู่ในสหรัฐอเมริกา และบทความนี้เกิดขึ้น!!

ครอบครัวที่รัก ขอให้มีความสุขในการอ่านค่ะ







[THE HIGH TIDE OF THE KOREAN WAVE ]

Whetting U.S. appetite for Korean TV dramasWed April 23 2008 SPECIALThe Korea Herald interview questions with Tom Larsen, the President of YA Entertainment LCC.

The Korea Herald: What is the current market position of Korean TV dramas on the U.S. market? How are they perceived in comparison with mainstream U.S., Chinese and Japanese programming?

Tom Larsen: Like most other TV programming from international markets, Korean TV dramas are generally considered a specialty entertainment niche here in the United States. Having said that, the popularity of Korean TV dramas in the United States has grown dramatically over the past five years. Korean TV dramas are now widely recognized in the United States as a leading entertainment option within the growing Asian entertainment category.Several major U.S. cities now have a "second-tier" TV station which often broadcasts various Korean TV drama programs during primetime hours. Some of these smaller-scale TV stations have recently started to include English subtitles when they broadcast Korean TV dramas.Some of the most popular actors include: Bae Yong-jun, Kim Rae-won, Kwon Sang-woo, Jang Dong-gun, Kim Min-joon, and Lee Byung-hun.The most popular actresses include: Choi Ji-woo, Lee Da-hae, Ha Ji-won, Lee Young-ae, Son Yejin, Bae Doo-na, Kim Ha-neul and Yoon Eun-hye.

KH: Who is watching Korean dramas in the United States? Why do they choose to watch Korean dramas and how do they respond?

TL: We have conducted multiple surveys over the past five years, surveying thousands of Korean TV drama "fans" in the United States. Interestingly, only 5 percent of survey respondents described themselves as "Korean." Therefore, roughly 95 percent of the people purchasing our Korean TV drama DVDs are not of Korean descent. The majority are Caucasian, Japanese-American, Chinese-American, and Filipino-American. And we are also finding strong growth in the Vietnamese and Latino/Hispanic communities.

KH: What are the strengths of Korean dramas?

TL: Korean TV dramas have many strengths. Here is a quick list that comes to mind: -- Korean TV drama series have a set beginning and ending. -- Korean TV dramas explore common human themes: family, friendship, relationships, loyalty, respect, true love, etc. These themes make up the very thread of humanity. The majority of Korean TV dramas seem to emphasize "family values" and "family relationships-- People comment to me all the time about the high production values: Beautiful cinematography, unique locations, amazing costumes, sophisticated camera shots/angles, etc. The final product is very stylish and attractive, with arguably some of the highest TV production values in the world.-- Korean TV dramas are well-written stories with strong dialogue and excellent acting. The producers, directors, writers, and actors are indeed master storytellers.-- Korean TV dramas usually offer a refreshing portrayal of "love" and "affection" on the TV screen, something with which American TV programming has lost touch. On American TV, "love" is often just sex. But in Korean TV dramas, love takes so many different shapes: genuine sensitivity, service, friendship, honesty, support, restraint, etc. It`s more "love from the heart" rather than "love from the senses." Korean writers and producers have truly mastered the "art of affection."-- The music soundtracks in Korean TV dramas are heartfelt and emotional, true reflections of the stories being told. The music seems to capture all the right emotions for the drama itself, and for specific characters and scenes. The music is indeed central to the whole experience, and it can usually stand on its own.Whereas Americans usually do not purchase and collect the soundtracks of top American TV hits like "Desperate Housewives" or "ER" (where music is used in a more casual way), Korean TV drama fans in the United States do collect the music soundtracks (or OSTs) for Korean TV dramas. -- Korean TV dramas are a wonderful "window" into the beautiful Korean culture. I hear this scenario all the time: Someone stumbles upon a Korean TV drama and they love it (they get "hooked"). Then they become curious about the Korean culture, and they start reaching out to Korean people in their local communities. They try Korean food, and even learn some Korean words. Some even end up traveling to Korea to tour the sites. Korean TV dramas play an important and indispensable role in introducing Korean culture to many Americans. In short, Korean TV dramas are helping to bridge two cultures.

Source :
http://www.koreaherald.co.kr/

Dear family,have a great time,

myoce

เนื้อหาโดยสรุป-

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2551 SPECIALThe Korea Herald ได้ทำการสัมภาษณ์ Tom Larsen, ประธานของ YA Entertainment LCC. เกี่ยวกับความชื่นชอบละครเกาหลีของชาวอเมริกันในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยแสดงให้เห็นถึงการเจาะตลาดของละครเกาหลี ซึ่งมีการเปิดสถานีโทรทัศน์ที่ฉายเฉพาะภาพยนตร์เกาหลี และภาพยนตร์ดังกล่าวมีการใส่ซับไตเติ้ลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้ชาวอเมริกันสามารถเข้าใจได้ด้วย และผู้ชมส่วนใหญ่จะเป็นคนเอเชีย

สำหรับข้อสงสัยกรณีที่ว่าเพราะเหตุใด ภาพยนตร์เกาหลีจึงได้เจาะตลาดได้มากมายขนาดนั้น (จากยอดการขาย ดีวีดี และเพลงประกอบภาพยนตร์ ถึง 95 เปอร์เซนต์ ) นั้น Tom Larsen กล่าวว่า เนื่องจากการโปรดักชั่นที่ดีระดับโลก ทั้งในส่วนของภาพยนตร์ ดนตรี เพลง นักแสดง และการถ่ายและลำดับภาพ สไตล์การนำเสนอ เครื่องแต่งกาย พล๊อตเรื่อง ทำได้กลมกลืน และอีกทั้งดารานำที่แสดงได้สมบทบาท (อ้างอิงชื่อของ เบยองจุน ด้วย)

ข้อแตกต่างระหว่างภาพยนตร์เกาหลีและอเมริกัน คือ ภาพยนตร์เกาหลีจะเล่าเรื่องได้ลึกซึ้ง ทั้งในด้านความรัก ครอบครัว มิตรภาพ การนำเสนอเรื่องของความรักคือสิ่งที่ออกมาจากหัวใจ ในขณะที่อเมริกันจะนำเสนอบ่อยครั้งว่า ความรักคือเซ็กซ์ อีกทั้งภาพและเพลงดึงดูดในผู้ชมคล้อยตามและเข้าถึง ทั้งสถานที่ อารมณ์ ความรู้สึก และอยากเดินทางไปยังที่ ๆ เกิดเหตุการณ์ในเรื่อง เพราะเกิดความประทับใจ สงสัย อยากลองไปท่องเที่ยวเกาหลี รับประทานอาหารเกาหลี ทำให้เกิดการจัดทัวร์ และเชื่อมสะพานของทั้งสองประเทศในระยะเวลาอันสั้น

ข้อมูลจาก http://www.koreaherald.co.kr/
จาก myoce

BYJ'News Today..24 April 2008



준♥윤 Translated from Korea to English
48732 [translation] No.48718 posted by 민형용준 [6] 준♥윤 1:53:42 2008. 4. 23

แปลจากภาษาเกาหลีเป็นภาษาอังกฤษ
ลำดับที่ 48732 (แปล) โพสท์ข้อความโดย
민형용준 [6] เวลา 1.53.42 น. วันที่ 23 เมษายน 2551

Keyeast makes a contract with photographer Kim Tae Hwan who has taken photos of BYJ before.Asia Media & Contents Company Keyeast made a contract with famous photographer Kim Tae Hwan for a year.He has taken photos of BYJ's personal photo album Image vol.1 published 2004 The Image vol.1 has been sold more than 200,000 books during 2004-2005 in Japan and had annual sales of over 20 million dollars.By this contract, photographer Kim Tae Hwan is planning to take photos with BYJ in Korea, Japan, Europe and America about for a year from April, 2008.A participant of Keyeast expressed the purpose of this business project as below ;"Taken photos will be of use as a medium to build the New Image of Korean Wave Star BYJ."##

I translated this for our lovely overseas sisters~~~ ^^

Keyeast ได้ทำสัญญากับช่างภาพ คิม เต-ฮวอน (Kim Tae Hwan) ซึ่งเคยถ่ายภาพเบยองจุนมาก่อน Asia Media และ Contents Company Keyeast ได้ทำสัญญากับช่างภาพชื่อดัง คิม เต-ฮวอน (Kim Tae Hwan) เป็นเวลา 1 ปี เขาเคยถ่ายภาพอัลบั้มส่วนตัวของเบยองจุนชุด Image Vol.1 ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2004 อัลบั้ม Image Vol.1 ทำยอดจำหน่ายได้ 200,000 เล่ม ในช่วงระหว่างปี 2004-2005 ในญี่ปุ่น และยอดขายในแต่ละปีเกิน 20 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ตามสัญญานี้ช่างภาพ คิม เต-ฮวอน กำลังวางแผนที่จะถ่ายภาพเบยองจุนในเกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่เมษายน 2008 (2551) ผู้มีส่วนร่วมของบริษัท Keyeast เปิดเผยถึงเป้าหมายทางธุรกิจของโครงการนี้ ดังข้อความข้างล่างนี้

การถ่ายภาพเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของเบยองจุน เจ้าของกระแสคลื่นดาราเกาหลี

ฉันแปลบทความนี้เพื่อพี่ ๆ ชาวต่างประเทศที่รักของเราค่ะ


BAE YONG JOON PROFILE

Dear TWSSG Team and BYJ Family in Thailand,

Here is BYJ's Profile that I've compiled from two sources, I hope it is useful !



PROFILE OF BAE YONG JOON


Name : Bae Yong Joon
Date of Birth : August 29. 1972.
Birthplace : Mapo, Seoul
Height : 181 cm
Weight : Flexible weight as altering the cast...
Blood Type : Type O
Family : Father, Mother, Sister
Religion : Roman Catholic
Graduated : Il-mun preschool/ Myung-il elem./ Baejae mid./ Hanyoung high./
attending to FTM(Film,TV&Multimeadia) in school of art of Sungkyunkwan University
Hobbies : Golf, Computer Games, Weight Lifting, Fishing, Reading and Watching Movies
Specialities : Golf, Swimming, Water-skiing, Snow-board, Bowling, Hopkido (martial arts) and Kendo
Favorite looks : Jeans, Gym suits, Headgear, Sun glasses Goals : Film director, professor
What his mom saw in the dream when pregnant : Blue Apple
Habits : take shower every free moments
Drinking Capacity : 2 bottles of Soju
Nasty habits when drunk : Getting Asleep

Ideal type : A wise girl in a word... (like Annette Bening)
Most Precious : Camera, Movie posters and diaries
Motto : Humane Life!
Merits : excellent analysis on characters - non distinguishable if it's he or the character
Respecting Actors : domestic - Ann Sunggee, Int'l - Robert Deniro, Al Pacino
Respecting Directors : Martin Scorsese, Alfred Hitchcock
Close Stars : Kim Taewoo, Kim Seungwoo, Kwon Ohjoong

Filmography

Films

* 2005: April Snow
* 2003: Untold Scandal
* 1995: PpilKu

Drama

* 2007: The Story of the First King's Four Gods (MBC)
* 2007: Hotelier (TV Asahi) (TV Asahi) - Shin Dong Hyuk, Frank
* 2002: Winter Sonata (Winter Love Story, KBS) - Kang Jun-sang/Lee Min-hyung
* 2001: Hotelier (MBC) - Shin Dong Hyuk, Frank
* 1999: Did We Really Love? (True To Love MBC) - Gang Jae-ho
* 1998: The Barefooted Youth (KBS)
* 1997: First Love (KBS) - Sung Chan-woo
* 1996: Papa (KBS) - Choi Hyun-jun
* 1995: A Sunny Place of The Young (KBS)
* 1995: Sea Breeze (PSB) Jang Moo-hyung
* 1995: Six Steps to Separation (KBS)
* 1994: Salut D'Amour (Love Greeting) (KBS) - Kim Yong-min

Anime アニメ

* 2009: Winter Sonata (Key East, Total Promotion)

Television commercials

* 1995: LOTTE Gana, nongshim ZEC, MAYPOLE
* 1996: Kwail Nara, LG group, Dong Yang cosmetic
* 1997: LG group, HITE beer
* 1998: LG group etc
* 1999: FRJ
* 2001: JM Global Water Purifier, Kye-Mong-Sa (Press), Old & New, LoReal (Perfume)
* 2002: LG Telecom, LG Home Shopping, LG Card, Korea Investment Trust, Kolon ManStar, Old & New, Halla Millate
* 2003: Ray Ban Glasses, Taster's Choice, LG Whisen, LG Telecom, LG Card, Kolon ManStar, Old & New
* 2004: Taster's Choice, Oronamin C, LOTTE Flavono, Sony handycam, Lotte Almond, Sony Cybershot, AU by KDDI, Daihatsu Mira, LG La La La (films available online at http://byj.co.kr )
* 2005: Taster's Choice, Lotte Rummy and Bacchus chocolates, Keangnam (builders), Coca-Cola 7-Flavor Tea, Lotte Almond
* 2006: Hyundai Sonata, Eastern Home Shopping Network, Secom Security Systems, Keangnam
* 2007: Secom, Megane Ichiba

Awards

* 2007: MBC drama awards: Daesang (Grand Prix) award
* 2007: MBC drama awards: Best couple( with lee ji ah) in Tae wang sa shin gi
* 2007: MBC drama awards: Popularity award
* 2004: 40th Baeksang: Rookie Award
* 2003: Blue Dragon: Best Newcomer & Popular Star award
* 2002: KBS Drama: Popular Actor Award & Best Actor Award
* 2002: 38th Bak Sang: Popularity award
* 1997: 33rd Bak Sang: Popularity award
* 1996: KBS Drama: The Excellent Actor Award & The Popular Actor Award
* 1995: KBS Drama: Rookie Award & Photogenic Award

Books

* 2004: The Image: Volume 1
* 2005: 100 Days of Bae Yong Joon
* 2007: BYJ Family Book


Source :
wikipedia.org/wiki/Bae_Yong_Joon
BYJ's Quilt


After reading this, I hope you will get to know BYJ a lot better !
Have a nice day !
myoce

23.4.08

ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์



กลอนแปด
จากห้วงดวงใจของใครคนหนึ่ง

ดวงตะวัน ฉายแสง แรงรัศมี
จากเกาหลี ไปทั่วแดน แผ่นผืนฟ้า
ทั้งเอเชีย ยุโรป อียิปต์ อเมริกา (ใช้ อียิปต์ แทน ตะวันออกกลาง )
เป็นดารา ในดวงใจ หลายล้านคน

ผูกสัมพันธ์ แฟนคลับ นับแน่นเหนียว
เป็นหนึ่งเดียว ณ หทัย ไม่สับสน
ดาราอื่น มากมาย หลายหมู่ชน
ไม่มีมนต์ ให้สนใจ ไม่เบี่ยงเบน

เขามิใช่ มีพียง เสียงเสนาะ (ทุ้ม นุ่ม กังวาน อ่อนโยน)
หาใช่เพราะ สง่างาม ยามเมื่อเห็น (ในงานพิธีทางการต่างๆ โดดเด่นมาก)
ทั้งมิใช่ บทแสดง เสแสร้งเป็น (ตามบทบาทต่างๆ)
ความโดดเด่น โลกมายา มาเป็นรอง

ด้วยภาพลักษณ์ ภายนอก บอกเด่นชัด
เขาถูกจัด อันดับต้น ผู้คนสนอง (อันดับหนึ่ง ซึ่งสื่อเสนอ ผู้คนสนอง)
ถึงผลงาน มีน้อยนัก จักไตร่ตรอง
เขาครอบครอง มาหลายปี ที่นิยม (หมายถึงอันดับหนึ่ง)

ลีมินฮุง จุงซาง ช่างชวนฝัน ( ยอดนิยมตลอดกาล WLS)
แจโฮนั้น ชีวิตเศร้า เคล้าขื่นขม ( Have We Really Love ? )
ดองฮ็อค ทระนงองอาจ มาดเข้มคม ( แฟร้งค์ชิน ผู้เย็นชา และให้ได้มาซึ่งรัก Hotelier)
ชานวู ตรม เหมือนต้นร้าย แต่ปลายดี ( ชานวู ผู้รู้จักให้อภัยกับศัตรู First Love )

ยองมิน ริมรั้วหัวใจรัก นักศึกษา ( Love Greeting เรื่องแรก และได้รางวัล )
ในปาป้า ชอยฮุนจุน ลุ้นศักดิ์ศรี ( Choi Hyeon Jun) ศาสตราจารย์ และนักเขียน
จางยูซุก จากดินสู่ดาว เจ็บร้าวชีวี ( BareFooted Youth )
มุนฮุน นี้ วาดหวัง รักฝั่งทะเล (Jang Mun. Hyeon.ใน Sea Breeze

หมอ จิงมิน เต้นรำ ให้ขำขัน ( Li Jing Min)ในSix Steps)
โชวอน นั้น เป็นเพลย์บอย พลอยหักเห ( Untold Scandal)
ตะลึงช็อก สามอาทิตย์ จิตซัดเซ (หมายถึงคนเขียนตอนดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรก)
ร้างรวนเร ปวดใจนัก รักของ อินซู ( April Snow )

ฮวานอุง มุ่งมั่น สันติสุข
ทัมด๊กบุก ดินแดนไหน หาใครสู้
ทั้งฉลาด ปราดเปรื่อง ปราบศัตรู
รักเอ็นดู ประชาชน พลเมือง

กวางแกโต จอมราชันย์ นั้นน่าทึ่ง
ทรงเป็นหนึ่ง มหาราช ชาติฟูเฟื่อง
โคคุเรียว ดินแดนกว้าง ช่างรุ่งเรือง
ประว้ติเรื่อง ตำนานเก่า เขาเชิดชู

ไม่ว่ารับ บทอะไร ได้ชัดแจ้ง
การแสดง สื่อบอกไว้ ให้ได้รู้
ความมุ่งมั่น มอบความสุข ทุกอณู (อณู= เล็ก,น้อย,ละเอียด)
ช่างควรคู่ ให้ ชื่นชม สมบทจริง

หากติดตาม ความเคลื่อนไหว ในชีวิต
ความนึกคิด การกระทำ ล้ำทุกสิ่ง (ล้ำเลิศไปหมด)
อุปนิสัย ความตั้งใจ มีให้อ้างอิง ( หลายสิบหน้ากระดาษ A 4 )
เรื่องพาดพิง จะแจ่มแจ้ง แห่งตัวตน

เป็นพลเมือง เกาหลี มีคุณค่า ( แค่ภาษีเงินได้ยังไม่รวมเรื่องอื่น ก็เกินพอ)
เป็นดารา นักธุรกิจ คิดฉงน (ธุรกิจหลายพันล้าน )
ความห่วงใย ผู้ประสบ พบทุกข์ทน (คนป่วย ผู้ประสบภัย เด็กผู้ด้อยโอกาส คนแก่)
และยิ่งล้น ความช่วยเหลือ เผื่อมากมาย (เงินบริจาคมากมายหลายครั้ง หลายสิบล้านบาท)

เป็นลูกที่ดี ศิษย์ดี มีคารวะ (ครูก็รัก โดยเฉพาะ ผู้กำกับ รักมาก)
ไม่เลยละ น้ำใจ ให้มิตรสหาย (รวมถึงแฟนคลับด้วย)
เหล่าสต๊าฟท์ ใต้ใบบุญ อุ่นใจกาย (ผู้จัดการบางคนได้บ้าน บางคนได้รถ ช่วยเหลือพนักงาน)
ช่างเป็นชาย ชาตรี ที่น่าตะลึง ( ชาย ธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา)

เขาเป็นชาย อบอุ่น กรุ่นรอยยิ้ม ( ชายอบอุ่นในสายลมหนาว)
เป็นภาพพิมพ์ จารึกไว้ ให้นึกถึง ( Killing Smile , Flower man)
ทั้งอ่อนโยน สุภาพ ล้วน ชวนคำนึง
ยังลึกซึ้ง นักปรัชญา ท่าไม่เบา

อันตัวจริง น่าศึกษา กว่าไหนไหน (กว่าบทในละคร)
ว่ายิ่งใหญ่ ใครจะเปรียบ เทียบเทียมเท่า
ชื่อของเขา สะท้อนทั่ว รอบตัวเรา
เสน่ห์เขา เนาแนบใจ ไม่ร้างลา (เนา =อยู่)

เบยองจุน ตรึงมั่น ให้ตามติด ( เรื่องราวข่าวคราว ราวกับเป็นอาหารประจำวัน).
เบยองจุน ทำให้จิต คิดห่วงหา ( แสนคำนึง-ชื่อเพลงไทยเดิมด้วย)
เบยองจุน หาใช่ เพียงดารา
เบยองจุน ล้ำค่า เหมือนฟ้าประทาน ( เป็นของขวัญล้ำค่าของชาวโลก)

เบยองจุน เป็นของขวัญ สวรรค์ให้ (กษัตริย์ ฮวันอุง ประทานให้เกาหลีและแฟนคลับ )
เบยองจุน ช่วยยาใจให้อ่อนหวาน (เรื่องของยงจุนล้วนเป็นสิ่งดีๆ ที่ทำให้โลกนี้งดงาม)
เบยองจุน ทำให้ โลกเบิกบาน (โลกนี้หลากสีสันเพริดพรายดุจสายรุ้งเพราะยงจุน)
เบยองจุน เป็นสะพานสานโกรธมลาย (สานสัมพันธ์ญี่ปุ่นกับเกาหลี)

เบยองจุน เป็นภาพงาม ยามแลเห็น (งามทั้งภายนอกและงามทั้งภายในที่จิตใจ)
เบยองจุน เป็นเช่น สุรีย์ฉาย ( ส่องสว่าง อบอุ่น นุ่มนวล ละมุนละไม)
เบยองจุน เป็นหนึ่ง ไม่กลับกลาย
เบยองจุน เป็นยอดชาย ดั่งได้พรรณนา


น่าเสียดายที่ ไม่รู้จัก Ha SukJue .ใน A Sunny Place of the young ผู้อาจหาญพร้อมจะสละทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเพื่อทำตามความฝันของเขา


กาพย์ยานี 11

ดวงดาวมีหลายดวง แสงโชติช่วงจับนัยนา
ลอยเด่นในนภา เหนือพสุธาเกาหลี
ดาราต้องเลือนแสง มิอาจแข่งกับสุรีย์
ดวงตะวันหนึ่งนี้ หามีอะไรจะปาน
ส่องสว่างงามระยับ ประดับโลกตลอดกาล
อบอุ่นทุกวันวาร คือชายชาญ เบยองจุน


รู้จักยงจุน เมื่อ พ.ย.2548 จาก WLS พอ ธ.ค. เพื่อนให้ HOTELIER มาอีก จากชินดองฮอกที่ดูหลายรอบ ทำให้ ต้องย้อนกลับมาดู คังจุนซางและลีมินฮุงใหม่ อีกหลายรอบเช่นกันแล้วก็เที่ยวเสาะแสวงหาซีรีส์ของยงจุนมาดู นับเวลาแล้วน้อยกว่าแฟนคลับท่านอื่นๆ แต่ระยะเวลานี้ ไม่ได้มีนัยสัมพันธ์กับความรักความชื่นชมในตัวยงจุน หาก เขียนเรียงความเป็นบทร้อยแก้วธรรมดา ก็คงได้ ความยาวก็ประมาณเกือบ 100 หน้ากระดาษ A4จริงๆแล้วชื่นชมตัวตนที่แท้จริงของยงจุนมากกว่าเรื่องการแสดง อัน งานแสดง และความสง่างามของรูปร่างหน้าตา มาเป็นรอง
ยงจุนผู้เป็นดวงตะวันยามอรุณรุ่ง (อบอุ่น นุ่มนวล) ของผู้เขียน

Taewang Sashingi (ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์): จดหมายถึงทีมงาน TWSSG คุณพี่ทั้งหลายมาตอบน้องกันหน่อยจ้า.

Taewang Sashingi (ตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์): จดหมายถึงทีมงาน TWSSG คุณพี่ทั้งหลyuายมาตอบน้องกันหน่อยจ้า.


I Love BYJ

Love Letter 2


Tonight with the rain on my windows
my dreams travel through the distance to your heart?
You can feel it my love?
The soft breeze on your face,
like a gentle touch on your skin?
all my wishes, all my dreams are around you.

คืนนี้...กับสายฝนภายนอกหน้าต่าง
ความฝันของฉันได้เดินทางข้ามผ่านเส้นทางสู่ใจคุณหรือเปล่า
?
คุณสามารถรู้สึกถึงมันได้ค่ะ ที่รัก
การสัมผัสอันแผ่วเบาบนใบหน้าคุณ

ดังสัมผัสอันอ่อนโยนบนผิวกาย?
ความปรารถนาทั้งหมด และความฝันของฉันทั้งมวลอยู่รอบกายคุณ



Can you feel it my Love..?
There are so many things I have to say to you,
so many things I want to give you?
Like a flower from the garden every morning
and sweets pieces of fruits in your mouth and taste the sweetness of your lips..

คุณรู้สึกไหม ที่รักของฉัน
มีหลายอย่างที่ฉันจะต้องบอกคุณ
หลาย ๆ อย่างที่ฉันอยากมอบให้คุณ
ดังดอกไม้ถูกเด็ดจากสวนบุปผาชาติ ทุกรุ่งอรุณ
และความหวานของผลไม้แต่ละชิ้นในปาก และรสชาติแสนหวานของริมฝีปากคุณ



When we have to work,
walk out from the house taken from the hands not to say good-bye
but to say I will waiting for you...

เมื่อไรที่เราต้องไปทำงาน
เดินออกจากบ้าน ปล่อยมือจากกัน หาใช่เพื่อกล่าวร่ำลา
แต่เพื่อบอกว่าฉันจะเฝ้าคอยคุณ....



There will be no more cold winter nights,
no more darkness, no more pain,
only love will be around us.
Can you feel it my love..?

จะไม่มีค่ำคืนแห่งฤดูหนาวอันหนาวเหน็บอีกต่อไป
ไร้ซึ่งค่ำคืนอันมืดมิด ไม่มีความปวดร้าวอีกแล้ว
เพียงความรักจะอยู่รอบๆ ตัวเรา
คุณรู้สึกบ้างไหม ที่รัก



When the snow fall from heaven
like enchanted blessing drops from God,
there is no cold any more…
only happiness will fill your life?

เมื่อหิมะร่วงหล่นจากฟากฟ้า
ดังโปรยปรายมาอวยพรร่ายมนต์จากเทพเจ้า
ไม่มีความเหน็บหนาวอีกต่อไป
มีเพียงความสุขที่จะเติมเต็มชีวิตของคุณ



Can you fell me my love..?
When the water runs through your skin,
close your eyes
let my love take away all your sorrows,
the entire fatigue of your mind and body.

คุณสามารถรักฉันได้ไหมคะ ที่รักของฉัน
ยามเมื่อสายน้ำไหลผ่านผิวกายคุณ
ปิดตาคุณลงสิ
ให้ความรักของฉันปลดปล่อยความเศร้าของคุณไป
ความเหนื่อยล้าทั้งหมดให้สิ้นทั้งกายและใจ



My love, can you feel it..?
There are so many wishes,
so many dreams around you.
I have the illusions to reach your eternal smile,
to reach your beautiful heart..

ที่รักของฉัน....คุณรู้สึกไหมคะ
มีความปรารถนามากมาย
ความฝันมากมายรอบ ๆ กายคุณ
ฉันจินตนาการไขว้คว้ารอยยิ้มแห่งนิรันดร
เพื่อเอื้อมถึงจิตใจอันงดงามของคุณ


Can you feel my love..?
Like butterflies flying around you?

Can you fell me my love..?

คุณรู้สึกถึงความรักไหม
เช่นดังรอบกายมีผีเสื้อโบกบิน
คุณสามารถรักฉันได้ไหมคะ ที่รัก

BYJ Admires HCB (Henri Cartier Bresson)




Dear Roytavan and TWSSG Team & family,
I would like to share with you a post which I wrote in KOB a few months ago. It is about a Photographer that BYJ admires.

สวัสดีค่ะ Roytavan และทีมงาน TWSSG และครอบครัว

ฉันอยากจะแบ่งปันข้อความที่ฉันเคยโพสท์ไว้ใน KOB เมื่อ 2-3 เดือนก่อน มันเกี่ยวกับช่างภาพที่เบยองจุนชื่นชอบ

A Famous person once said :

ครั้งหนึ่ง..บุคคลผู้มีชื่อเสียงผู้หนึ่ง กล่าวว่า :

For me the camera is a sketch book, an instrument of intuition and spontaneity, the master of the instant which, in visual terms, questions and decides simultaneously.

สำหรับผม กล้องถ่ายรูปคือ สมุดสเก็ตภาพ เป็นอุปกรณ์เพื่อความเข้าใจในสรรพสิ่งและความเป็นธรรมชาติ การกดชัตเตอร์ของนักวาดภาพในทันที ในการมองเห็น คำถาม
และการตัดสินใจไปพร้อม ๆ กัน


In order to “give a meaning” to the world, one has to feel involved in what one have frames through the viewfinder. This attitude requires concentration, discipline of mind, sensitivity, and a sense of geometry. It is by economy of means that one arrives at simplicity of expression.

เพื่อ “มอบความหมาย” ต่อโลก ใครคนหนึ่งต้องมีความรู้สึกเกี่ยวข้องในสิ่งหนึ่ง
ซึ่งมีกรอบหลายแบบผ่านกล้องถ่ายรูป ทัศนคติเช่นนี้ต้องการสมาธิ จิตใจที่มีวินัย ความละเอียดอ่อน และความเข้าใจในรูปทรง จำกัดความได้ว่าคนคนนั้นมาถึงจุดแห่งการแสดงออกอันเรียบง่าย



To take a photograph is to hold one’s breath when all faculties converge in a face of fleeing reality. It is at that moment that mastering an image becomes a great physical and intellectual joy.

การถ่ายภาพคือการหยุดลมหายใจของคน ๆ หนึ่ง
เมื่อร่างกายและจิตใจมาบรรจบกัน ในการเผชิญกับความจริงซึ่งหลบเร้น นั่นคือเวลาของภาพชิ้นเอก
กลายเป็นความสุขทางปัญญาและทางกายอันยิ่งใหญ่




To take a photograph means to recognize – simultaneously and within a fraction of a second– both the fact itself and the rigorous organization of visually perceived forms that give it meaning. It is putting one’s head, one’s eye, and one’s heart on the same axis.
These words come from a famous French Photographer :

Henri Cartier Bresson

การถ่ายภาพหมายถึงการเห็นคุณค่า – ไปพร้อมๆ กัน
และภายในชั่วเสี้ยววินาที- ด้วยความจริงทั้งสองอย่าง และองค์ประกอบของรูปทรงในภาพที่เห็นนั้นก่อให้เกิดความหมาย
นั้นคือการใส่ปัญญา ทัศนคติ และจิตใจลงในชัตเตอร์เดียว

นี่คือคำกล่าวของช่างภาพผู้มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศส ชื่อ
อองรี คาร์ทีเย เบรสซอง


BYJ, I read that you admire this person very much,I wondered why,So I went on a quest to find and view his work,and I fell in love...I totally forgot why I was there...the photographs are awesome. No wonder you admire him.

เบยองจุน, ฉันอ่านพบว่าคุณชื่นชมคนๆ นี้มาก

ฉันสงสัยว่าเพราะอะไร
ดังนั้นฉันจึงออกไปค้นหาเพื่อรู้และดูผลงานของเขา
และฉันก็ตกหลุมรักในผลงานของเขา....
ฉันลืมไปเลยว่าทำไมฉันไปที่นั่น....
ภาพถ่ายที่ยอดเยี่ยม ไม่สงสัยอีกเลยว่าทำไมคุณชื่นชอบเขา

BYJ and family, when I was small my father really liked to take pictures and developed the black n' white pictures himself. He insisted that one of the bedroom in our house should be his"dark room". My mom grudgingly bought some thick plastic sleeping bags and made them into curtains...the room got very dark then . Every time he worked there I was his assistant. I felt very important, it was really great ,he explained the process and I got to do some things.

เบยองจุน และครอบครัวคะ
เมื่อฉันยังเด็ก คุณพ่อของฉันชอบถ่ายรูปมากจริงๆ และทำภาพขาวดำด้วยตัวเอง พ่อยืนกรานว่าห้องนอนห้องหนึ่งในบ้านของเราควรจะเป็น “ห้องมืด” ของพ่อ คุณแม่ของฉันจำใจต้องซื้อถุงนอนพลาสติกหนา และทำให้มันเป็นม่าน....
ห้องจึงมึดมาก ทุกครั้งที่พ่อทำงานในนั้น ฉันคือผู้ช่วยของพ่อ
ฉันรู้สึกเป็นคนสำคัญ มันเยี่ยมมากค่ะ พ่อจะอธิบายขั้นตอนต่าง ๆ และฉันก็จะได้ทำอะไรบางอย่าง


The room was dark,only a small dark colored bulb shining,making our faces look wierd.I immersed the photo paper in the developing liquid.....and...waited for the MAGIC to happen ...slowly...slowly ...little dark dots began to appear on the white paper...getting faster now....more black dots began to group together...as they began to form recognizable features of my family, my friends and my dog ! I will never forget that magic.

ห้องมืด มีเพียงหลอดไฟเล็กสีดำส่องแสง
ฉันจุ่มกระดาษอัดรูปลงในน้ำยาขึ้นรูป และรอคอยสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น...
อย่างช้าๆ ช้าๆ
จุดสีดำเล็กๆ เริ่มปรากฎในกระดาษสีขาว....ตอนนี้เร็วขึ้น...
จุดสีดำเกิดมากขึ้นเริ่มรวมตัวกัน
เหมือนพวกเขาเริ่มก่อตัวจนเกิดมองเห็นลักษณะอย่างชัดเจน
จนเป็นครอบครัวของฉัน เพื่อนของฉัน และสุนัขของฉัน
!
ฉันไม่เคยลืมความมหัศจรรย์นั้นเลย


Dear BYJ, forgive me for talking too much. What I wanted to share was a few of HCB's work with dear family.....I guess you already have his book YJ,The Decisive Moment.You can view his great works of art at :

http://www.afterimagegallery.com/bresson.htm
http://www.henricartierbresson.org/index_en.htm

ถึง เบยองจุน ยกโทษให้ด้วยนะคะที่ฉันพูดมากไป
สิ่งที่ฉันต้องการแบ่งปันคือ ผลงานของ อองรี คาร์เทียร์ เบรสซอง
กับครอบครัวที่รัก....ฉันเดาว่าคุณคงมีสมุดภาพของเขาแล้ว
สุดท้ายนี้ คุณสามารถชมผลงานศิลปะอันยอดเยี่ยมของเขาได้ที่

http://www.afterimagegallery.com/bresson.htm
http://www.henricartierbresson.org/index_en.htm




Dear BYJ and family...YJ,

you may have seen these,but for family who has not seen HCB's work,
In the links above you can enjoy his really thought provoking works such as :

ถึง เบยองจุน และครอบครัวยองจุน
คุณอาจเห็นภาพนี้เหล่านี้แล้ว
แต่สำหรับครอบครัวที่ยังไม่เคยเห็นผลงานขอ
อองรี คาร์เทียร์ เบรสซอง
ลิงก์ข้างบน จะทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับผลงานกระตุ้นความคิดของเขา
อันแท้จริง อาทิเช่น

-Alberto Giacometti,Paris,France 1932
-Behind the Gare Saint-Lazare,Paris,France 1932
-Barrio Chibarce,Barcelona,Spain 1933
-Truman Capote potrait 1947
-Ile de la Cite 1952
-The Stock Exchage in London,England 1955
-Rome,Italy 1951
-Rome, Italy 1959..........and many many more..

BYJ and BYJ family.....
I hope you enjoyed the photographs !

Dear Roytavan and TWSSG Team,
this and the post below are all I can share with you now,
I hope I can come and be with you again sometimes !

With a great big HUG,
myoce : Writer

เบยองจุน และครอบครัวเบยองจุน.......
ฉันหวังว่า คุณจะมีความสุขกับภาพต่างๆ ค่ะ

ถึง Roytavan และทีมงาน TWSSG

ข้อความนี้ และข้อความข้างล่าง คือสิ่งที่ฉันสามารถแบ่งปันกับคุณได้ในตอนนี้
ฉันหวังว่าจะสามารถมาและอยู่กับคุณอีกครั้ง

ด้วยอ้อมกอดที่กอดแน่นๆ เลยล่ะ
จาก
myoce

GWANGGAETO THE GREAT

Dear Roytavan and BYJ family in Thailand,

Here is some information about the Original Great King that BYJ potrayed in the film.
There is also a little information about the four guardians. I posted this awhile ago in KOB.
I hope these information will be of Interest to TWSSG family . Have a nice read !

Gwanggaeto the Great of Goguryeo[Taewang]

Gwanggaeto the Great of Goguryeo (374-413, r. 391-413) was the nineteenth monarch of Goguryeo, the northernmost of the Three Kingdoms of Korea. His full posthumous name roughly means "Very Greatest King, Broad Expander of Territory, bringer of Peace and Security, buried in Gukgangsang."

Emperor Gwanggaeto at the age of just seventeen, ruled over Goguryeo at the time in Korea's history known as the Three Kingdoms, so called because during this time the Korean peninsula was constantly being fought over by the three Goguryeo, Silla and Baekje dynasties.

His name, King Gwanggaeto is sometimes abbreviated to Hotaewang or Taewang. Immediately upon being crowned king of Goguryeo, Gwanggaeto selected Yeongnak (Eternal Rejoicing) as his era name and granted himself the title Emperor, which was tantamount to proclaiming that he had equal status to the rulers of China and the king of Baekje. He was called Emperor Yeongnak the Great during his reign.

He expanded Goguryeo’s territories far into the Korean peninsula by advancing southward at the expense of the Baekje dynasty to occupy the north of the Han River, and occupied Manchurian territory to the east of Liaohe. On his death in 413, at just 39 years of age, Goguryeo ruled everything between the Sungari and Han Rivers. This gave it control over two thirds of what is now modern Korea as well as a large part of Manchuria and Inner Mongolia. In addition, the kings of Silla submitted to the northern dynasty's authority in 399 to receive protection from Japanese raids. Baekje challenged Goguryeo, and Emperor Gwanggaeto defeated the challenge, captured its capital in modern day Seoul, and made the kingdom Goguryeo's vassal, thereby bringing about the loose unification of the Korean peninsula.

Gwanggaeto's exploits have been recorded on a huge memorial stele located near present day Jilin in southern Manchuria, that was erected by his son, King Jangsu. Gwanggaetto is said to have conquered 64 walled cities and 1,400 villages from one campaign against Buyeo alone, destroyed Later Yan and annexed Buyeo and Mohe tribes to the north, subjugated Baekje, contributed to the dissolution of the Gaya confederacy, and turned Silla into a protectorate in wars against Gaya, Baekje and Wa . In doing so, he brought about a loose unification of Korea that lasted about 50 years. By the end of his reign, Goguryeo had achieved undisputed control of southern Manchuria, and the northern and central regions of the Korean Peninsula. [24]

Military Strategy

The military formation had the general and his staff with guards in the middle of the army. The archers were defended by axemen. In front of the general were the main infantry forces, and on the flanks were rows of heavy cavalry ready to counterattack in case of a flank attack by the enemy. In the very front and rear was the light cavalry, used for intelligence, pursuit, and for weakening the enemy's strike. Around the main troops were small groups of heavy cavalrymen and infantry. Each unit was prepared to defend the other by providing mutual support.

Goguryeo implemented a strategy of active defense based on cities. Besides the walled cities and fortified camps, this active defense system used small units of light cavalry to continuously harass the enemy, de-blockade units and strong reserves, consisting of the best soldiers, to strike hard at the end.

Goguryeo also employed military intelligence and special tactics as an important part of the strategy. Goguryeo was good at disinformation, such as sending only stone spearheads as tribute to the Chinese court when they were in the Iron Age. Goguryeo had developed its system of espionage. One of the most famous spies, Baekseok, mentioned in the Samguk yusa, was able to infiltrate the Hwarangs of Silla.

Religion

Goguryeo people worshipped ancestors and considered them to be supernatural. Jumong, the founder of Goguryeo, was worshipped and respected among the people. At the annual Dongmaeng Festival, a religious rite was performed for Jumong, ancestors, and gods.

Mythical beasts and animals were also considered to be sacred in Goguryeo. The phoenix and dragon were both worshipped upon, while the Samjogo, the three-legged crow that represented the sun, was considered the most powerful of the three. Paintings of mythical beasts exist in Goguryeo king tombs today. The three-legged bird is one of several emblems under consideration to replace the phoenix in the Korean seal of state when it is revised in 2008. The Samjogo is considered a symbol of Goguryeo.

They also believed in the 'sashin', who were 4 mythical animals. Chung-lyong [blue dragon]guarded the east, baek-ho[white tiger]guarded the west, ju-jak[red pheonix(bird)]guarded the south, and hyun-moo[black turtle(sometimes with snakes for a tail)]guarded the north.

Source :
http://en.wikipedia.org/wiki/Goguryeo#King_Gwanggaeto_the_Great_and_King_Jangsu

http://www.indopedia.org/index.php?title=King_Gwanggaeto_the_Great_of_Goguryeo

With a bushel of Love,
myoce : Writer





สุสานกษัตริย์ห่าวไทหวัง(อ่านออกเสียงแบบภาษาจีน) องค์ที่ 19 ของโกกุเรียวหรืออีกนามหนึ่ง คือ Hotaewang (Taewang)
หลังจากสิ้นพระชนม์ ได้รับการสถาปนาให้เป็น มหาราช
King Gwanggaeto of Goguryeo
***ซึ่งเป็นกษัตริย์เพียงพระองค์เดียวของเกาหลีที่ได้รับการสถาปนาและยิมรับกันทั่วโลกว่าเป็น "มหาราช"***
อาณาจักรแรกของเกาหลี
สถาปนาขึ้นโดย "ทันกุน" เรียกว่า สมัยโคโชซอน
เริ่มมีการรวมตัวของชุมชนเป็นนครรัฐ และต่อมาจึงแบ่งยุคประวัติศาสตร์เกาหลีออกเป็น ดังนี้
ยุคที่ 1 หรือยุคสามอาณาจักร
เมื่อ 109 ปีก่อนคริสตศักราชจีนได้เข้ายึดดินแดนที่เรียกว่า "โลลัง" เป็นเมืองขึ้น ดินแดนส่วนอื่นๆในคาบสมุทรแบ่งการปกครองออก เป็น 3 อาณาจักร คือ โคคูเรียว, แพ็กเจ, และชิลลลา ทั้ง 3 อาณาจักรเป็นอิสรำม่ขึ้นต่อกันและแย่งชิงความเป็นใหญ่อยู่ตลอดเวลา

ยุคที่ 2 หรือยุคอาณาจักรชิลลา
เป็นยุคทองของเกาหลีเพราะได้มีการพัฒนาสังคมส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีไม่ว่าจะเป็นทางด้านจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรมให้เจริญรุ่งเรือง

ยุคที่ 3 หรือยุคอาณาจักรโคเรียว
เป็นยุคที่เกาหลีตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีน แต่เมื่อจีนอ่อนแอลง ญี่ปุ่นจึงถือโอกาสรุกรานเกาหลี ดังนั้นเกาหลีจึงตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น ถึง 35 ปี นายพลลีชองเกสามารถกอบกู้เอกราชได้สำเร็จและจัดตั้งราชวงศ์โชซอนขึ้นมา คำว่า "KOREA" นั้นอันที่จริงก็มาจาก "โคเรียว" นั่นเอง

ยุคที่ 4 หรือราชวงศ์โชซอน
ในยุคนี้ประเทศมหาอำนาจรอบด้านเกาหลีต้องการยึดครองเกาหลีเป็นรัฐกันชน ในที่สุดญี่ปุ่นผนวกเกาหลีเข้าเป็นดินแดนของตน ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นใช้เกาหลีเป็นคลังอาวุธเพื่อสนับสนุนกองทัพตนเอง จนเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามในปี 1945 เกาหลีจึงได้รับอิสรภาพ

ยุคหลังสงครามโลกจนถึงยุคปัจจุบัน
ช่วงที่เกาหลีเป็นเมืองขึ้นญี่ปุ่นนั้นประชาชนเกาหลีหลายกลุ่มได้ไปขอความช่วยเหลือจากต่างชาติหลายสาย ได้แก่ เสรีนิยมและคอมมิวนิสต์ ภายหลังได้รับเอกราชจากญี่ปุ่นจึงเกิดปัญหาขัดแย้งจนไม่สามารถตกลงกันได้ เกาหลีจึงถูกแบ่งพื้นที่ออก เป็น สองส่วนโดยใช้เส้นขนานที่ 38 เขตแดนทางเหนือจัดตั้งเป็น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ( เกาหลีเหนือ ) ภายใต้การปกครองระบอบสังคมนิยม ส่วนเขตแดนทางใต้จัดตั้งเป็น ส าธารณรัฐเกาหลี ( เกาหลีใต้ ) ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ความขัดแย้ง ดังกล่าว นำไปสู่สงครามเกาหลีระหว่างปี พ.ศ. 2493 – 2496 และทำให้เกาหลียังคงแบ่งเป็นสองประเทศจนถึงปัจจุบันนี้

ภูมิศาสตร์ของประเทศเกาหลีในปัจจุบันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกฉียงเหนือของทวีปเอเชีย ระหว่างเส้นละติจูดที่ 33 และ 43 องศาเหนือ และเส้นลองจิจูดที่ 124 และ 131 องศาตะวันออก (รวมเกาหลีเหนือ) พื้นที่รวมทั้งเกาหลีเหนือและใต้ประมาณ 221,638 ตารางกิโลเมตร ( 85,574 ตารางไมล์) โดยประเทศเกาหลีใต้มีขนาด 99,208 ตารางกิโลเมตร คาบสมุทรเกาหลีทอดตัวไปทางทิศใต้ทางบด้านตะวันออกของทวีปเอเชีย มีความยาว 1,020 กิโลเมตร ( 612 ไมล์) และกว้าง 175 กิโลเมตร ( 105 ไมล์) ณ จุดที่แคบที่สุดของคาบสมุทร พื้นที่ 70% ของประเทศเป็นเทือกเขา จึงจัดเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นเทือกเขามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งยอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดเขาฮัลลาซานบนเกาะเชจู 1,950 เมตร ยอดเขาชีรีซาน 1,915 เมตร และยอดเขาซอรักซาน 1,708 เมตร

คาบสมุทรเกาหลีถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ที่บริเวณเส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ คือ ประเทศระบอบคอมมิวนิสต์ เกาหลีเหนือ และ ประเทศระบอบประชาธิปไตย สาธารณรัฐเกาหลีอยู่ทางใต้ โดยถูกคั่นกลางโดยเขตปลอดทหาร ประกอบด้วย 9 จังหวัด (โด) กรุงโซลเป็นเมืองหลวงของประเทศ และประกอบด้วยเมืองใหญ่ ๆ 6 เมือง คือพูซาน แทกู อินชน ควางจู แทจอน และ อุลซาน รวมมีเมืองทั้งหมด 77 เมือง (ซี) 88 มณฑล (กุน) ใน 9 จังหวัด ประเทศเกาหลีใต้มีประชากร 47,900,000 คน ( ปี ค. ศ. 2003)
ปัจจุบันชนชาติเกาหลีแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ :
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (Democratic People's Republic of Korea: DPRK) หรือ เกาหลีเหนือ (North Korea) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออก มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี มีพรมแดนทางใต้ติดกับประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเคยเป็นชาติเดียวกันจนถึงปี พ.ศ. 2489 พรมแดนทางเหนือส่วนใหญ่ติดกับประเทศจีน และมีส่วนเล็กน้อยติดกับประเทศรัสเซีย
ภายในประเทศมักเรียกว่า Pukchosŏn: ปุกโชซอน (โชซอนเหนือ; 북조선; 北朝鮮) และมักใช้คำว่า Bukhan: บุกฮัน (ฮันเหนือ; 북한; 北韓) ในเกาหลีใต้


Roytavan : Translated & Editor
***การแปลครั้งนี้ต้องขออนุญาต...แปลแบบรวบยอดเฉพาะใจความสำคัญเท่านั้นนะคะ***