20.6.09

ขิม และพิณ ใน GORYEO

A Frozen Flower
เป็นภาพยนตร์ ที่มีความยาวแค่ 2 ชั่วโมง เศษ แต่ช่างมีความน่าสนใจ สำหรับดิฉันมากเลย
เนื่องจากดนตรี แม้ดิฉัน จะเป็นนักเรียนสายวิทย์ ไม่มีความรู้ ใดๆ เรื่องดนตรี หรือ เครื่องดนตรี แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ สะดุดใจ โดนใจมากๆเลย
ขอเริ่มจาก เครื่องดนตรี ที่ ใช้ในหลายประเทศ คือ
ขิม
แค่ง่ายๆ อย่างที่เห็น ก็มี จีน เกาหลี และไทย ที่ใช้เครื่องดนตรีนี้ ประกอบอยู่ใน วงดนตรี ประจำชาติโบราณ
ดูหน้าตา ขิม ของเกาหลี ในยุคสมัย GORYEO คงคุ้นตา ว่า ก็เหมือน ขิม ที่บ้านเรา


การวางเครื่องดนตรี เมื่อเล่นเป็น วง ก็ คล้าย บ้านเรา คือ เครื่องดนตรี ขิม จะ อยู่ ตำแหน่งหน้า

ถัดจาก ขิม จะเป็น พิณ เกาหลี ซึ่งคุณ Ladymoon เล่าว่า มีชื่อเรียกว่า
“โกมังกู” (geomungo) หรือ “ฮยอนกึม” (hyeongeum) แต่ในภาพ ดิฉัน รู้สึกว่า พิณ สามตัวซ้าย และสามตัวขวา มีลักษณะ ทั้งสีสันและรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน ถ้าหันหน้าหาภาพ
สายของพิณ ด้านซ้าย เหมือนมี( เอ จะเรียกว่า หย่อง หรือเปล่าคะ) สูงต่ำ ไล่ระดับกันทำให้สายพิณ โค้ง สูง ไล่ระดับมาหาต่ำ
แต่ พิณ ด้านขวามือ มีหย่องรองรับสายพิณ เป็นระดับเดียวกัน ทำให้สายพิณ เป็นระดับเดียวกัน
ไปดูภาพชัด ๆ ที่ จูจินโม และ โจอินซอง ในภาพยนตร์ กำลังดีด พิณ
สำหรับวงนี้ ใช้ พิณ ถึง 6 ตัว
พิณนี้ ถ้าเทียบ กับเครื่องดนตรี ของไทย เรา คงคล้าย จะเข้ แต่วงดนตรีบ้านเราไม่ใช้ จะเข้ มากมายขนาดนี้

แต่ถ้าสังเกตุให้ดีการ ดี ขิม ของ นักดนตรีเกาหลี ใช้ไม้ ตีขิม เพียง อันเดียว ของบ้านเรา จะใช้ ไม้ตีขิม 2 อัน
ดูลักษณะ มือ ซ้าย ของนักดนตรี ว่า ไม่มีไม้ตีขิม ในมือ
ดิฉัน เลย รู้สึกเอาเอง ว่า เสียง ขิม ของเกาหลี ฟังแล้ว ห้วนๆ
แต่ขิมไทย การใช้ ไม้ ตี 2 อัน ซึ่งน่าจะเล่น โน๊ตเดียว กัน คือ เน๊ตโด ก็ โด ทั้ง 2 ไม้ ถ้าเป็นโน๊ต เร ก็ เร ทั้ง 2 ไม้ ทำให้เสียงที่ได้ เหมือน ล้อ เสียง กัน ฟังแล้ว ออกหวาน กว่า เสียงไม่ขาดห้วน
ยิ่งถ้ามีการ ใช้ ไม้ตีขิมลากสายขิม จากบนมาล่าง การลากทั้ง 2 ไม้ เสียงมัน ไล่ ล้อกันไม่ขาดจังหวะ
นี่เขียนแบบความความรู้สึกของคนเขียน นักดนตรี ตัวจริง มาอ่านแล้ว กรุณา ให้ อภัย ด้วย
หรือว่า การ ตีขิม ด้วยไม้เดียว เหมาะกับ ดนตรีของเกาหลี .......


ถ้าเพลงยาวๆ มือซ้าย คงทำให้นักดนตรี เกะกะมือซ้ายของตัวเองไหม

ในวง มีซอ และกลอง ด้วย รูปทรงคล้ายซอด้วงบ้านเรา ซอของเกาหลี เรียก ว่า อะไรหนอ แต่เคยอ่านเจอ ว่า ซอจีน เรียก ว่าเอ้อหู

ข้างบนนี้ เป็นฉาก ของการแสดง วงดนตรีในงานเฉลิม ฉลอง หน้าพระที่นั่งกษัตริย์

แต่ พอกษัตริย์ ร่วมทรงแสดงดนตรี เพราะทรงเล่น พิณ ดังนั้น การตั้งวง เลย ใช้ พิณ อยู่ตำแหน่งหน้า

กษัตริย์ กงนิม ทรง ดีดพิณ แบบหย่อง ระดับเดียวกัน
กษัตริย์ ประทับนั่ง ร่วม กับนักดนตรี ตรงกลางหน้าสุด พระองค์เดียว มีนักดนตรีพิณ ซ้ายขวา และถัดไป อีก รวม 6 พิณ รวม พิณ 7 ตัว ต้องเรียกว่า กษัตริย์ กงนิม เป็น พิณเอก

ดนตรี ขิม อยู่ถัดลงไป มองไม่ชัด ว่า เป็นแถวเดียวกับซอไหม

นั่งแสดงดนตรี กับพื้น พวกข้าราชบริพาร เต้นระบำรำฟ้อนตามจังหวะ ใกล้ๆวงดนตรีนั่นเอง ถ้าเป็นบ้านเรา การแสดงดนตรี ต้อง เล่นบนพื้น ยกสูงเป็นเวที


แน่นอนว่ากลองอยู่ท้ายสุด
มีเครื่องดนตรี ขลุ่ยไม้ ด้วย

การเล่นพิณ ของ เกาหลี ต้องวางให้พิณ ข้างหนึ่ง อยู่ บนตัก ผู้เล่น อีกด้านหนึ่ง วาง กับพื้น


ลักษณะของพิณ คือ ต้องวางเอียงลาด เพื่อเหตุผลใด กันหนอ
จะเข้ ของเรา วาง บนพื้นระนาบเดียวกัน
แต่ กู่เจิ้ง ของจีน ต้องวาง บนที่วางเฉพาะ ตัวของกู่เจิ้ง ผู้เล่น ต้องนั่งเก้าอี้ ดีด กู่เจิ้ง

วงดนตรีเกาหลี เหมือนวงดนตรีไทยที่ต้องนั่งแสดง กับพื้น
แต่ว่า อุปกรณ์ ดีด พิณ เกาหลีเป็น แท่งยาว ส่วน จะเข้ ไทย จะมี ลักษณะ เป็นแผ่นเล็ก แบน

18.6.09

[VOD] Hotelier Behind the scene /Cast Interview.

Hotelier Behind the scene - Part 1.



Hotelier Behind the scene - Part 2.



Hotelier cast interview: Song Hye Kyo, Bae Yong Joon,
Song Yoon Ah, Kim Seung Woo.(English Sub)



Hotelier Behind the scene (Chinese Media)

16.6.09

제3탄 ‘고시레 도시락’ / ชุดอาหารกลางวัน "ภัตตาคารโกชิเร"



제3탄 ‘고시레 도시락’
2009년 06월 16일 (화) 10:31 연합뉴스


(도쿄=연합뉴스) 이태문 통신원 = 한류스타 배용준이 프로듀서하고 한국 전통음식점인 '고시레(高矢禮)'와 일본의 최대 편의점인 ㈜세븐일레븐이 공동 개발해 여름한정으로 선보인 제3탄 '고시레 도시락'. 2009.6.16 << 고시레 제공 >>/2009-06-16 10:30:47/ <저작권자(c)연합뉴스. 무단전재-재배포금지.>

ในช่วงฤดูร้อนนี้ เบยองจุนได้จัดทำอาหารเกาหลีเป็นชุดอาหารกลางวันครั้งที่ 3 ของ ภัตตาคารโกชิเร ร่วมกับ เซเว่น อีเลเว่น ซึ่งวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นวันนี้เ (16 มิถุนายน) เพียงวันเดียวเท่านั้น...

Roytavan Translated from Korean to Thai.

15.6.09

The Story of the First King’s Four Gods / 太王四神記 (Taioshijinki) OST. [Download]


The Story of the First King’s Four Gods / 太王四神記 (Taioshijinki)

01. 기하의 테마 (운명적인 만남) / Damdeok of the theme (main theme)
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676401.wma

02. Opening
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676402.wma

03. 성전 / Sacred War
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676403.wma

04. 운명 / Destiny
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676404.wma

05. 화천회 / Hwacheon Clan
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676405.wma

06. 담덕의 테마 (메인테마) / Kiha’s theme (Destined Meeting)
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676406.wma

07. 수지니의 테마 (외로움) / Sujini of the themes (loneliness)
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676407.wma

08. 신들의 전쟁/ War of the Gods
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676408.wma

09. 담덕의 테마 (용맹) / Damdeok's Theme (Bravery)
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676409.wma

10. 거믈촌 / Geomeul Village
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676410.wma

11. 적군의 공격 / Enemy attack
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676411.wma

12. 단결 / Unity
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676412.wma

13. 승리 / Victory
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676413.wma

14. 허락 / Approval
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676414.wma

15. 세월은 흐르고 / Time passes
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676415.wma

16. 이루어지지 않는 사랑 / Love does not come true
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676416.wma

17. 첫사랑 / First Love
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676417.wma

18. 수지니의 테마 (피아노 솔로) / Sujini’s Theme (Piano Solo)
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676418.wma

19. 천년연가 - 동방신기 / Thousand Year Love Song – TVXQ
http://daumbgm.nefficient.co.kr/mgbdamu/A0700001/A070000139676419.wma

13.6.09

Korea Actor,Who Cast The King of Goguryeo.?



Bae Yong Jun as King Yeongnak the Great 19th of Goguryeo



From The Legend (MBC, 2007)


From The Legend (MBC, 2007)


Choi Jong Hwan as King Yeongnyu of Goguryeo

From Yeon Gae Somun (SBS, 2007)



From Dae Jo Yeong (KBS1, 2006)


1. Dongmyeong 37-19 BCE
2. Yuri 19 BCE-18 CE
3. Daemusin 18-44
4. Minjung 44-48
5. Mobon 48-53
6. Taejo 53-146
7.Chadae 146-165
8.Sindae 165-179
9. Gogukcheon 179-197
10. Sansang 197-227
11. Dongcheon 227-248
12. Jungcheon 248-270
13. Seocheon 270-292
14. Bongsang 292-300
15. Micheon 300-331
16. Gogug-won 331-371
17. Sosurim 371-384
18. Gogug-yang 384-391
19. Gwanggaeto the Great 391-413
20. Jangsu 413-490
21. Munja-myeong 491-519
22. Anjang 519-531
23. An-won 531-545
24. Yang-won 545-559
25. Pyeong-won 559-590
26. Yeong-yang 590-618
27. Yeong-nyu 618-642
28. Bojang 642-668

Korea & Thailand traditional music / ดนตรีโบราณ ไทย - เกาหลี


Geomungo or Goguryeo zither “พิณแห่งโกคูรยอ”


"โกมังกู" (geomungo) หรือ “ฮยอนกึม” (hyeongeum) เป็นเครื่องสายโบราณของเกาหลี (ซึ่งดิฉันขอเรียกว่า พิณเกาหลี แล้วกันนะคะ) เหล่าบัณฑิตเชื่อกันว่าชื่อนี้มาจากคำว่า “โกคูรยอ” และโดยความหมายก็คือ “พิณแห่งโกคูรยอ” หรืออีกนัยหนึ่งก็แปลได้ว่า “พิณสีดำ”

Geomungo [ 거문고 or 현금 ]

The geomungo or hyeongeum (literally "black zither") is a traditional Korean stringed musical instrument of zither family instrument with both bridges and frets. Scholars believe that the name refers to Goguryeo and translates to "Goguryeo zither" or that it refers to the colour and translates to "black crane zither".

ขอคุยต่อ จาก คุณ Ladymoon จาก เรื่อง กษัตริย์ศิลปิน กษัตริย์กงนิม

ชนชาติเกาหลี ได้ถ่ายทอด ความเป็นอัจฉริยะทางศิลปะ ผ่านทางด้านดนตรี นาฎศิลป์ และจิตรกรรม ซึ่งมีการพัฒนา มากว่า 5 พันปี ของประวัติศาสตร์ เกาหลี แม้ว่า ศิลปะตะวันตกในรูปแบบต่างๆ จะแพร่หลายอยู่ในประเทศ แต่ศิลปะเกาหลีอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะป็น ในลักษณะดั้งเดิม หรือผสมผสานกับศิลปะร่วมสมัย

ดนตรีประจำชาติ



ชนชาติเกาหลีมีดนตรีที่เรียกว่า คุกอัก มีที่มาคล้ายคลึงกับดนตรีจีนและญี่ปุ่น แต่ถ้าเราสามารถสัมผัสดนตรีชนิดนี้ได้อย่างลึกซึ้ง จะพบว่าดนตรีเกาหลีมีลักษณะแตกต่างอย่างชัดเจนจากดนตรีชนิดอื่นๆ ในแถบเอเชียตะวันออกกล่าวคือ ดนตรีเกาหลีประกอบด้วยสามจังหวะในหนึ่งห้อง ในขณะที่ดนตรีจีนและญี่ปุ่น มีสองจังหวะในหนึ่งห้อง


คุกอัก แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ ซองอัก หรือดนตรีในราชสำนัก และมินซกอัก หรือดนตรีพื้นบ้าน



ซองอัก ซึ่งเป็นดนตรีชั้นสูง มีท่วงทำนองเชื่องช้า เยือกเย็น และซับซ้อน
ส่วน มินซกอัก ได้แก่ดนตรีของชาวนาชาวไร่

พันซอรี (ดนตรีที่เน้นการแสดงความรู้สึก) และดนตรีพิธีไสยศาสตร์ มีจังหวะรวดเร็วและกระฉับกระเฉง
(จากนิตยสาร this is Korea เล่มเดิม)


( ก็ไม่เข้าใจ กับ คำว่า สามจังหวะในหนึ่งห้อง หรือ สองจังหวะในหนึ่งห้อง แต่ ขอยกข้อมูล ดนตรีไทย มาเปรียบเทียบ ก็แล้วกัน
เพลงบุหลันนี้ ได้รวมทำนองทั้ง สองท่อนเข้าเป็นท่อนเดียวกัน คือ เป็น ท่อนที่ 1 มี 6 จังหวะ โดยเฉพาะในทางดนตรี ยังได้เติมทำนอง เสมือนเท่าลอยๆ เข้ามาแทรกระหว่าง ท่อนที่ 1 กับท่อนที่ 2 อีก 2 จังหวะ....

แต่คำว่า ห้อง ..ของ ดนตรี เกาหลี จีน ญี่ปุ่น ไม่รู้จะเปรียบเทียบ กับ ดนตรีไทย ยังไง แต่ตาม ที่เข้า ใจเอาเองว่า ดนตรี จะประกอบด้วย เนื้อร้อง ทำนอง แล้วก็ ตัวเครื่องดนตรี ที่จะต้องบรรเลง ตามโครงสร้างของทำนอง และลีลาจังหวะของเพลง ขอเชิญ ผู้รู้ ช่วยมาไขข้อข้องใจ นะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ )

ผลที่สุด ก็ไม่ได้ ใช้ Link เกี่ยวกับ ดนตรีในราชสำนักเกาหลี มาเขียน จริง ๆกลับต้องเอาเรื่อง ดนตรีไทยมาเขียน ไหน ๆ ก็ไหนๆ แล้วนี่

เพลงไทยเดิม ของ ไทย เรา มี 12 ประเภท คือ


1.เพลง สามชั้น 2.เพลง สองชั้น 3. เพลงชั้นเดียว 4. เพลงเถา 5. เพลงเกร็ด 6.เพลงตับ 7.เพลงหมู่ 8.เพลงเดี่ยว 9.เพลงใหญ่ 10.เพลงโหมโรง 11.เพลงท้ายเครื่อง 12.เพลงส่งท้าย

เราจะคุ้น กับ หลาย ประเภท เช่น
เพลงเถา หมายถึงเพลงที่ประกอบด้วย เพลง สามชั้น เพลงสองชั้น เพลงชั้นเดียว รวมกัน เริ่มบรรเลง จาก เพลงสามชั้น มาสองชั้น แล้วออกชั้นเดียว เป็นอันจบเถา

เพลงตับ คือเพลงที่บรรเลงเป็นเรื่องๆ โดยเอาเพลงเกร็ด ที่มีระดับเสียงเดียวกันมาบรรเลงติดต่อ มีร้องสลับ มุ่งให้ฟังเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนจบ เช่น ตับเรื่องกากี ตับเรื่องอิเหนาตอนไหว่พระ ตับเรื่องนิทนาชาคริต เป็นต้น

เพลงเกร็ด คือเพลงที่แยกบรรเลงโดดๆ แต่ละเพลง ด้วยเครื่องดนตรีทุกเครื่องพร้อมกัน บางท่านเรียก เพลง พลัด

เพลง สองชั้น ถือเป็นเพลงหลัก ถ้าจะแต่ง สามชั้น ก็ขยายขึ้นไป ถ้าชั้นเดียวก็ตัดทอนลงมา ใช้สำหรับร้องทั่วไป เช่นเพลงลาวเจริญศรี แขกสาหร่าย เขมร โพธิสัตว์
หนึ่งจังหวะของเพลงสองชั้น ต้องเล่นให้ได้ครบ 4 จังหวะ

เพลงสามชั้น คือการเอาเพลงสองชั้นมาขยายอีกเท่าตัว เช่นเพลงสองชั้นใช้เวลาแสดง 2 นาที เมื่อทำสามชั้น ใช้เวลา 4 นาที จังหวะจึงทอดช้าลงเป็นธรรมดา และ มี 4 จังหวะเหมือนกัน เช่นเพลงโสมส่องแสง ราตรีประดับดาว ( ของ รัชกาลที่ 7) คลื่นกระทบฝั่ง ( ของรัชกาลที่7 มีของเดิม เป็นเพลงสองชั้น อยู่ก่อน)

เพลงชั้นเดียว ทอนลงจากเพลงสองชั้นครี่งหนึ่ง จังหวะก็มี 4 เหมือนกัน จึงเร็วมาก

ส่วนเพลง โหมโรง คงคุ้น กับภาพยนตร์โหมโรง ที่ ท่านครู ศร ศิลปบรรเลง ตีระนาดเอก แข่ง กับ ท่านขุนอินทร์ กัน ทั้งไพเราะ ทั้งดุเดือด กัน นะคะ ท่านใดไม่ได้ ดู ภาพยนตร์โหมโรง น่าเสียดายมากๆ ที่ทอดทิ้ง ศิลปะดนตรีไทย


เพลงโหมโรง มีศัพท์ภาษาอังกฤษ ด้วย นะคะ คือ Overtrue เป็นการบรรเลงเป็นเพลงแรกก่อนบรรเลงจริงๆ ไม่มีการขับร้อง เป็นการมุ่งจะเตือนให้ผู้คนได้ทราบว่าการบรรเลงจะได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ตัวอย่างเพลงโหมโรงเช่น เพลงไอยเรศ มะลิเลื้อย กระแตไต่ไม้ เยี่ยมวิมาน ภิรมย์สุรางค์

ไอยเรศ ที่แปลว่าช้าง มีบทบาท กับ วิถีไทย เรามากเลย ใช้เป็นชื่อ ที่เกี่ยวข้อง กับ วิถีไทยมากมาย แม้ แต่ ชื่อ กล้วยไม้ป่า งดงามมาก




สำหรับประเทศไทยเรามี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์



พระองค์มีความสามารถทางอักษรศาสตร์เป็นอย่างดี ทรงร่วมนิพนธ์วรรณคดี กับสมเด็จพระราชบิดา ไว้หลายเรื่อง ได้แก่ อุณรุท รามเกียรติ์ อิเหนา และดาหลัง ซึ่งเรียกว่า พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1

Siamese theater group which performed in Berlin, Germany in 1900.



นอกจากนี้ยังได้ทรงนำบทละครเก่ามานิพนธ์ขึ้นใหม่ ได้แก่ ไกรทอง คาวี ไชยเชษฐ์ สังข์ทอง มณีพิไชย ฯลฯ
ด้านดนตรี ทรงเป็นเอตทัคคะในทาง สีซอสามสาย
ทรงโปรดซอสามสายมากถึงกับ ทรงสร้างซอสามสายไว้เป็นซอคู่พระหัตถ์ มีอยุ่คันหนึ่งทรงพระราชทานนามว่า “ ซอสายฟ้าฟาด” ในเวลาว่างจากพระราชกรณียกิจตอนกลางคืน มักจะโปรดทรง “ ซอสายฟ้าฟาด” เสมอถ้าไม่ร่วมวงก็มักทรงเดี่ยวด้วยพระองค์เอง

ทรงพระราชนิพนธ์ เพลง “บุหลันเลื่อนลอยฟ้า “ อันเป็นเพลงที่มีที่มาจากทรงสุบินนิมิตเป็นเพลงที่มีความไพเราะซาบซึ้งเป็นเยี่ยมเพลงหนึ่ง


Thai Traditional Music : Bu Lhan Loi Lean "บุหลันลอยเลื่อน"


ทรงโปรดการเขียนลวดลายอันวิจิตรงดงาม ตัวอย่างที่เด่นชัดปรากฎที่บานประตูวัดสุทัศน์เทพวราราม ( ทวารพระวิหารศรีศากยมุนี)
นอกจากนี้ ยังทรงมีฝีพระหัตถ์แกะสลักหุ่น พญารักใหญ่ และพญารักน้อย
ในรัชกาลของพระองค์ถือว่าเป็น “ ยุคทองแห่งศิลปะการดนตรีและนาฎศิลป์ “

สำหรับ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตั้งแต่พระชนมายุ ได้ 8 พรรษา ทรงติดตาม พระราชบิดาไปในงานสงครามทุกครั้ง
เมืองไทยเรายังมีเจ้านายที่ทรงเป็นอัจฉริยะทางดนตรีอีกหลายพระองค์

ทั้งนี้ไม่ได้รวม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เพราะ พระอัจฉริยะของพระองค์ หากจะกล่าวถึงนั้นมากมาย แทบทุกศาสตร์ ทุกแขนง และถือเป็นยุคปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นนักดนตรี เฉกเช่นเดียวกับพระเจ้า ถังไทจง แห่งราชวงศ์ถัง


ข้อความจากปกิณกะการดนตรีและเพลงไทย ของ สมบัติจำปาเงิน สำเนียง มณีกาญจน์


สำหรับ คอหนังจีน พระองค์ก็คือหลี่ซื่อหมิน โอรสของ หลี่หยวนที่ตั้งตนเป็น พระเจ้าถังเกาจู ปฐมกษัตริย์ ราชวงศ์ถัง มี โอรส 3 องค์ คือ หลี่เจิ้นเฉิง ซึ่งเป็นรัชทายาท หลี่ซื่อหมิน และหลี่หยวนจี่ และเกิดศึกสายเลือด ถึงขั้นสังหารกันเองระหว่างสามองค์ชาย จนหลี่ซื่อหมิน ได้ เป็น ถังไท่จง ฮ่องเต้


ถังไท่จงฮ่องเต้ ก็ถือเป็นยุคทองของราชวงศ์ถัง แต่ เพิ่งมาพบข้อความนี้ ทั้งที่ หนังสือเล่มนี้ซื้อมาเกือบ ยี่สิบปีแล้ว (เพราะอ่านไม่ละเอียดนั่นเอง ) ก็ เลยถึง บางอ้อว่า


ทำไมละคร เรื่อง บูเซ็กเทียน เวอร์ชั่น ที่ ฝง เป๋า เป่า แสดง เป็น บูเซ็กเทียน ในครั้งที่ยังเป็น พระสนมบูเหม่ยเหนียง ถึง มีบท ที่สนม บู ออกมารำถวายพระพร หน้าพระที่นั่ง ของ ถังไท่จง ฮ่องเต้

และต่อ มาเป็นพระสนม ของ ถังเกาจงฮ่องเต้ อีก ( ถังเกาจง ฮ่องเต้ คือองค์ชาย หลี่จื้อ โอรส หนึ่งในสามของ ถังไท่จงฮ่องเต้ องค์ชายทั้งสามขัดแย้งกัน ถังไท่จง ทรงเลือกองค์ชายหลี่จื้อ เพราะทรงอ่อนโยน กว่าองค์อื่น เพื่อไม่ให้ โอรสอีก 2 องค์ ถูกฆ่า)

ที่แท้ ถังไท่จง ฮ่องเต้ ทรงเป็น นักดนตรี มิใช่แค่ พอพระทัยในดนตรีอย่างที่เคยเข้าใจมานั่นเอง

บทความที่เขียนมาอ้างถึงกษัตริย์ สองพระองค์ 2 ชาติ บังเอิญเนื้อหา กลับโยงไปถึง กษัตริย์ อีกพระองค์ และอีกชาติจนได้ แต่ขอโยงอย่างสั้นที่สุด และ กลายเป็นส่ามกษัตริย์ ศิลปิน

และก่อนที่จะพูดถึงนาฎศิลป์ของเกาหลี ต้องขอโชว์นาฎศิลป์ไทยที่งดงามบ้างนะคะ เช่น ระบำเทวีศรีวิชัยที่คิดค้นสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในสมัย รัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 9 นี่เอง

ระบำชุดนี้ สร้างสรรค์ ขึ้นใหม่โดย พีรมณฑ์ ชมธวัช และ ทีมงาน คณะละครอาภรณ์งาม ท่ารำนั้น เป็นการออกแบบบนพื้นฐานของนาฏยศัพท์จากระบ ำสุโขทัยโดยท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี นำเพลงเก่ามาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่
ออกแบบเครื่องแต่งกายขึ้นใหม่ จากการศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และ เทวรูปสมัยสุโขทัย



Srivichai's Princess Dance [Tae-wee Srivichai]:ระบำเทวีศรีวิชัย

นาฎศิลป์ ของเกาหลี

ศิลปะการร่ายรำของเกาหลี แบ่งเป็นสองประเภทเช่นเดียวกับดนตรี คือแบบราชสำนัก และแบบพื้นบ้าน ในแบบฉบับของราชสำนักนั้น ท่าทางของการรำจะช้าและสง่างามซึ่งสะท้อนปรัชญาของการเดินสายกลางและการระงับอารมณ์ความรู้สึก เป็นอิทธิพลมาจากปรัชญาขงจื้อ ในทางตรงกันข้ามระบำพื้นบ้านซึ่งสะท้อนชีวิตการทำงานและศาสนาของสามัญชนจะใช้จังหวะและทำนองที่สนุกสนาน เป็นลักษณะของการแสดงออกที่เป็นอิสระและมีชีวิตชีวาของคนเกาหลี เช่นระบำของชาวนาชาวไร่ ระบำหน้ากาก และการร่ายรำทางไสยศาสตร์

Samgo-Mu (Korean Tradition Drum Dance)



คุณ ร้อยตะวัน เคย นำระบำกลอง มาใช้พวกเราชมกันแล้วนะคะ

ส่วนจิตรกรรมแบบดั้งเดิม

จิตรกรรมแบบเกาหลี แตกต่างจากรูปแบบของตะวันตกอย่างสิ้นเชิงด้วยลักษณะของลายเส้นและการให้สี ซึ่งเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของศิลปะตะวันออก การค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับจิตรกรรมโบราณในสุสานหลวง จากยุคสามอาณาจักร ( 57 ปี ก่อนคริสตศักราช-ค.ศ. 668 ) ช่วยให้ เราสามารถเข้าใจวิถีชิวิตของคนในสมัยนั้น

( หมายเหตุ ที่มาของข้อมูล ที่ใช้ 57 ปี ก่อนคริสตศักราช ก็ น่า จะเป็น เรื่องของ อาณาจักร ชิลลา แต่พอลงท้ายเป็น ค.ศ. 668 อัน ปี ปีที่ โคคุเรียว ล่มสลาย ท่านผู้ อ่าน ใช้ การวินิจฉัยเองแล้วกันนะคะ และ ในเวปนี้ ก็ เคย ลงภาพ จิตรกรรมที่ค้นพบใน สุสาน ของราชวงศ์ โคคุเรียว มาแล้ว ครั้งที่ กล่าวถึง ละคร Legend ของ เบ ยองจุน )

ต่อมาสมัยราชวงศ์ โคเรียว (ค.ศ. 918-1392)ศาสนา พุทธ มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด มีงานจิตรกรรม แบบพุทธ และศิลปวัตถุ อื่นๆ เกิดขึ้นมากมายในวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ส่วน ในสมัย ราชวงศ์ โซซอน...เคยลงข้อความแล้วค่ะ)



ส่วนข้างล่างนี้ ก็รบกวนอ่านเอง แล้วมีท่านใดจะใจดีแปลไทยให้ จะเป็นพระคุณอย่างสูง ข้อความนี้มาจาก link ที่คุณ ร้อยตะวันให้มาค่ะ



Kuk-Ak is to be classified into Ah-ak, Dang-ak, Hyang-ak, Jeong-ak.Ah-ak : It's the traditional music which is performed at the Royal Court ceremonies in the ancient Korean State and Chosun Dynasty. It is the ancient Chinese music and originally it is called the music for the Chinese religious ceremonies. It was performed at the religious services, which the Court held for Wongu, Sajik, Taemyo, Seonnong, Seonjam and Kongjamyo, and at the national grand banquets. Ah-ak, which we know today, is the music for religious ceremony of Confucian shrine. Dang-ak: It is the music from Dang Dynasty and the Song, which was flown in the era of the Shilla kingdom and the ancient Korea State. Dang-ak includes the folk music from the Song. It has been coming into the Korean Peninsula from the late Shilla Kingdom to the ancient Korean State. Dang-ak was named to distinguish from Hyang-ak. Dang-ak can be devided by Nakyangchoon, Boheoja, Sooryongeum, Eokchiso, and Hawoonbong. Hyang-ak: It includes the genuine ancient music before Dank-ak came in and the music from the western side of China before the Dang Dynasty.

Kayagum Sanjo played by Hwang Byong-gi
However, today's folk music is not included. The most music except Ah-ak and Dang-ak from Palace and the intellectual class are included in Hyang-ak. Jeong-ak: It is the music that was played in Palace and the intellectual class such as Ah-ak, Dang-ak and Hyang-ak. Jeong-ak includes the music for religious services for the Ancestral Shrine of the Royal family, honoring the Royal Court, and for the Civil and Military authority.

Chulhyungum Sanjo

Also, it includes the musical pieces from Yeominrak, Nakyangchoon, Boheoja, Cheeta, and the derivative music from each musical pieces.Minsok-ak(Folk music): It is the exact opposite from Jeong-ak. The general public enjoyed Minsok-ak. Minsok-ak covers Sanjo, Pan-Sori, Jabga, Minyo, Nongak. Jabga includes Shibee Jabga, Wheemori Jabga, Seodo Jabga, Santaryung, Gayageum Byungchang, Seon-sori. Besides, there are songs like folk songs which were handed down among the people. These are holding the great portion of Minsok-ak. Most of these were begun as the farmers and the fishers sang when they did the religious services or did working. It happened spontaneously without any particular composer. Emotions of life from the people are simply reflected in those music.

Source :

http://wehavenozen.blogspot.com/2008/03/jin-hi-kim-x2.html

https://eee.uci.edu/programs/rgarfias/films.html

http://whale.ulsan.go.kr/php/app/contents/source/contents.php?id=711&code=echb&type=A

Amornbyj@Copyright


HAPPY BIRTHDAY 12 JUNE 2009


HAPPY BIRTHDAY 12 JUNE 2009

TO

DR .CHATCHAI MD.
ขอกราบอาราธนาคุณพระศีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้โปรด อำนวยพร ให้ คุณหมอฉัตรชัย มี อายุ วรรณะ สุขะ พละ คิดหวังสิ่งใด ขอให้ สมปราถนาในทุกประการ เจิญด้วย ลาภ ยศ สรรเสิญ สุข ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
TWSSG TEAM
ขอโทษนะคะ ที่อวยพรช้าไป 1 วัน แต่ ว่า
มาสาย ดีกว่า ไม่มา ใช่ไหมคะ
นายแพทย์ ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต
เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Stem Cell ของประเทศไทย ซึ่งประจำอยู่ที่ร่วมฤดีคลินิก เป็น ผู้ ให้ ข้อมูล เรื่องการ ทำ STEM CELL กับ คุณ ร้อยตะวัน และ คุณร้อยตะวันได้เล่าสู่ให้ดิฉันฟัง เมื่อ 3 ปี ก่อน ทำให้ จุดประกาย ไปถึง พระเอก " ลี มินฮุง " พระเอกความรักในสายลมหนาว ว่า มีโอกาสทีสายตาจะมองเห็นได้ด้วย วีธีการรักษา โดย วิธี STEM CELL
ซึ่งรักษาโดยเอาเซลล์ซึ่งติดอยู่กับรกเด็กที่คลอดใหม่ไปเพาะเลี้ยงแล้วนำมาซ่อมแซมกับร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งวิธีการนี้เป็นเพียงหนทางเดียวเท่านั้นที่จะสามารถฟื้นฟูและพัฒนาเซลล์ ประสาทตาได้การพัฒนาเซลล์ประสารทนี้ ทางการแพทย์เรียกว่า “ NEURAL STEM CELL” คือการเลี้ยงเซลล์เพื่อนำไปพัฒนาและฟื้นฟูเกี่ยวกับประสาทตาโดยตรง ประกอบกับหลักการรับประทานอาหารควบคู่กับการฟื้นฟูสภาพจิตใจด้วยร่วมกัน จะทำให้การซ่อม เซลล์มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและรวดเร็วขึ้น แต่จะได้ผลดี 100% นั้นคงเป็นไปไม่ได้ แต่ก็เป็นเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำการรักษาให้สามารถมองเห็นได้ ค่าใช้จ่ายคิดแล้วประมาณ 1.5 – 2 ล้านบาทไทย เพราะจะต้องทำอย่างน้อยประมาณ 3-4 ครั้ง ค่าใช้จ่ายครั้งละ3-5 แสนบาท
มีนายแพท์ ที่โรงพยาบาล รามาธิบดี มีความสามารถ ในเรื่องนี้มาก
เมื่อ 2-3 ปี ที่ แล้ว Stem Cell ฟังดูไม่คุ้นหู คนไทย แต่ใน ปัจจุบัน ตามโรงพยาบาล ต่างๆ จะขึ้น โปสเตอร์ เกี่ยวกับ Stem Cell กันมากมาย ไม่เว้น แม้ แต่ ศูนย์บริจาคโลหิต ที่ สภากาชาดไทย ที่ ดิฉัน ไปบริจาคเลือดมาเมื่อวาน
เผอิญ ดิฉัน ไปทำธุระต่อ ที่สถานที่แห่งหนึ่ง ต้องเดินขึ้นบันได สิบกว่าขั้น บันไดชันมาก ดิฉัน เป็นคนแข็งแรง กว่า คนวัยเดียวกัน ก็เลยอวดดี เดินขึ้นไป ก็ เลย หน้ามืด เป็นลม เมื่อขึ้นไปถึงชั้นบน เพราะลืม สังวรณ์ ถึง ความ สูงวัย ของ ตัวเอง
ขอเชิญชวน ท่านสุภาพสตรี ที่ แข็งแรงปกติดี น้ำหนัก เกิน 45 ปี ขึ้นไป ไปร่วม บริจาคโลหิต กันนะคะ เลือดที่บริจาคออกไป จะมี การกระตุ้น Cell ให้ สร้างเม็ดเลือดใหม่ มาทดแทน ในระหว่างกระบวนการนี้ จะมี สร้าง มวลกระดูก ให้ มีความหนาแน่นขึ้น หญิง ที่บริจาคโลหิต แม้จะ มีบุตร มาแล้ว หาก มีการ บริจาคเลือด โดยสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง จะ มีมวลกระดูก หนาแน่น กว่า หญิงคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน ที่ไม่ได้ บริจาคเลือด การบริจาคเลือด ครั้งแรก ต้องมีอายุไม่เกิน 50 ปี
สำหรับท่านสุภาพบุรุษ นอกจาก อิ่มเอมกับบุญกุศล ก็ คงมีอานิสงส์อย่างอื่นแน่ๆ
เป็นการทำบุญ ที่ได้รับอานิสงส์มหาศาลแก่ผู้สร้างกุศล บริจาคเลือดของตัวเอง เพื่อยังประโยชน์ต่อชีวิตผู้อื่น

12.6.09

[Article 2009] BYJ, became Honorary Director of the world's largest Lacquer Museum


[Article 2009] BYJ, became Honorary Director of the world's largest Lacquer Museum

[Chosun Daily] BYJ, became Honorary Director of the world's largest Lacquer Museum
6/1/09

Kwon Ohkyeong posted this on the Talk Box of BYJ's official home.
Korean into English : Joanne / BYJ’s Quilt
English into Thai :
Ladymoon

A young actor's walk is splendid. Although we thought that he was just handsome, and became famous because he got one good cast, his activity went over self satisfaction and became an international cultural icon ever since. We are talking about BYJ.

นักแสดงหนุ่มก้าวย่างอย่างสง่างาม เราอาจคิดว่าเขาแค่หล่อ และโด่งดังขึ้นมาเพราะฝีมือการแสดง แต่กิจกรรมของเขายิ่งกว่าการสร้างความพึงพอใจ เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมระหว่างประเทศ เรากำลังพูดถึง “เบยงจุน”

Hallyu Star BYJ will be inaugurated as Honorary Director at the Art Museum of Mr. Jeon Yongbok, the world renowned lacquer artist who is working actively in Japan. This is in 4 month since (BYJ) secretly studied lacquer art at the Iwayama Laquer Art Museum at Morioka City, Iwate prefecture, Japan, where Mr. Jeon Yongbok is, in last Februrary.

On a telephone conversation on the first (of June), Director Jeon Yongbok otld, "I met (BYJ) in the last year because BYJ said that he wanted to write a book about the lacquer (art), and that became a connection that continued to became the Honorary Director." Is we gather what he said, following is the story.

เบยงจุนจะรับตำแหน่งผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ซึ่งคุณจุนยงบ๊ก ศิลปินแล็คเกอร์ชื่อดังระดับโลกดูแลอยู่ที่ญี่ปุ่น 4เดือนแล้วนับตั้งแต่เบยงจุนไปศึกษาศิลปะแล็คเกอร์ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิวายาม่าในเมืองโมริโอกะ จากการสนทนาทางโทรศัพท์ในเดือนมิ.ย. คุณจุนกล่าวว่า “ผมพบกับเบยงจุนเมื่อปีก่อน เพราะเขาบอกว่าอยากเขียนหนังสือเกี่ยวกับศิลปะแล็คเกอร์ และนั่นกลายมาเป็นความสัมพันธ์ที่นำมาสู่การรับตำแหน่งผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์” เราจึงขอรวบรวมสิ่งที่เขาบอกเล่า ไว้ในเรื่องราวต่อไปนี้

BYJ is currently writing a book titled 'Korea's Beauty'. It is a book about lives and their esthetics of 3 artisans, symbols of Korean beauty, including Director Jeon Yongbok, artisan in lacquer art. It was November in the last year when (BYJ) met Director Jeon to write that book. Director Jeon (told) "When I dropped by Seoul, I met (BYJ) for the first time as BYJ contacted me," and "he told he wanted to learn (lacquer art) properly, once he formed a connection (with me)." (Director Jeon said that BYJ) wanted to become a bridge for cultural exchange between Korea and Japan, not a successful young actor.

Director is a person who, after being looked down upon as 'lacquer 쟁이*(*a lowly calling name for artists/workers in ancient Korea where artists/some professions were low in social status) in Korea, when he was young, went over to Japan to become prominent as a world renowned lacquer artisan. After having been denounced actually in Korea as "Japanese style lacquer art", he gets proper recognition most recently. Thoughts of (Director Jeon & BYJ) came through.

ตอนนี้เบยงจุนกำลังเขียนหนังสือ “Beauty of Korea” เป็นหนังสือเกี่ยวกับชีวิตและผลงานของศิลปิน 3 แขนง สัญลักษณ์ความงดงามของเกาหลี รวมทั้งคุณจุนยงบ๊ก ศิลปินแล็คเกอร์ด้วย เดือน พ.ย. ปีที่แล้วเบยงจุนได้พบกับคุณจุน คุณจุนเล่าว่า “ตอนที่ผมแวะไปโซล ผมได้พบกับเบยงจุนเป็นครั้งแรก เขาเป็นคนติดต่อมาหาผม” คุณจุนเล่าว่าเบยงจุนอยากเป็นสะพานเชื่อมเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลี ไม่ใช่เป็นเพียงแค่นักแสดงที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น ตัวคุณจุนเองเคยได้รับการดูถูกว่าเป็นเพียงแค่ “คนเคลือบแล็คเกอร์” ตอนอยู่ในเกาหลี เขาจึงมาญี่ปุ่นจนกลายเป็นศิลปินแล็คเกอร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ความคิดของคนทั้งสองจึงสอดคล้องกัน



At Director Jeon's bluff, "You will have a hard time if you became allergic to lacquer (poison ivy). Are you all right desite that?", BYJ answered. "I do not need pair of gloves, and I do not need celebrity treatment*, (*유명세 is literally due one has to pay because one is famous) , and I will learn (the lacquer art) properly under teacher (Director Jeon)." So that, after changing the year, in the past February, BYJ flew to Morioka

คุณจุนได้พูดดักคอเอาไว้ว่า “คุณต้องลำบากแน่ถ้าเกิดแพ้พิษจากน้ำยาเคลือบ จะไม่เป็นไรแน่หรือ” เบยงจุนตอบว่า “ผมไม่อยากใส่ถุงมือ และไม่อยากรับการดูแลเป็นพิเศษ ผมจะเรียนรู้ภายใต้การฝึกสอนของอาจารย์” พอขึ้นปีใหม่ ในเดือน ก.พ. เบยงจุนจึงบินไปที่โมริโอกะ

Who is BYJ? To an extent that Narita Airport asks favor from him (by saying) "Can you please enter (Japan) via Kansai, not the Narita?" , he is a celebrity creating commotion once he shows up. Director Jeon told, "As we asked the nearest Sendai Airport, we became successful in hiding his entry (to Japan) itself."

The Iwayama Museum, that appears after going up in a road lined with cedar trees, from downtown to a base of mountain, is closed in February. BYJ took a lodging in a section of imposing 400 year old wooden building, and learned lacquer art from Director Jeon for one week. he learned to varnish the lacquer on pots, and way to draw pictures with lacquer on wood.

เบยงจุนเป็นใครกัน ถึงขนาดที่สนามบินนาริตะต้องขอร้องเขาว่า “กรุณาเข้ามาญี่ปุ่นทางสนามบินคันไซได้มั้ย อย่ามาลงที่นาริตะเลย” ความดังของเขาต้องสร้างความวุ่นวายแน่ถ้าเขาปรากฏตัวขึ้น คุณจุนเล่าว่า “เราจึงถามไปทางสนามบินเซ็นได และประสบความสำเร็จในการปกปิดการมาถึงของเขา”

พิพิธภัณฑ์อิวายาม่า 2 ข้างทางขนาบด้วยต้นสนซีดาร์ ตั้งแต่ตัวเมืองไปจนถึงตีนเขา ที่นี่ปิดช่วงเดือน ก.พ. เบยงจุนจึงได้เข้าพักในอาคารไม้เก่าแก่อายุ 400 ปี และศึกษาศิลปะแล็คเกอร์จากคุณจุนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เขาหัดเคลือบหม้อ และวาดรูปบนไม้เคลือบแล็คเกอร์

As promised, he learned the lacquer (art) without wearing gloves that would prevent from getting allergy from lacquer. Beginning the days by paying due courtesy to Director Jeon by bending his knees, (BYJ) finished total of 12 works during one week. There were works in theme of sea, and also works in theme of villiage.

Director evaluated (BYJ) as "a talented perfectionist". There were no works taking (helping) hands from teacher. Director Jeon told that "When I visited (his place) in the morning after finishing (my) work in late in night, there would be finished works (by BYJ)," and "I heard that he worked until 5 Am without sleeping."

เขาทำตามที่ลั่นวาจาไว้ เรียนการทำศิลปะแล็คเกอร์โดยไม่สวมถุงมือเพื่อป้องกันอาการแพ้น้ำยาเคลือบ เขาเริ่มต้นด้วยการคุกเข่าคารวะอาจารย์ เบยงจุนทำผลงานได้ทั้งหมด 12 ชิ้นภายใน 1 สัปดาห์ ผลงานดังกล่าวใช้ทะเลกับหมู่บ้านเป็นแนวคิดหลัก คุณจุนประเมินฝีมือของเบยงจุนว่า “มีพรสวรรค์และสมบูรณ์แบบ” ไม่มีงานชิ้นไหนที่อาจารย์ลงมือช่วย คุณจุนเล่าว่า “ผมไปหาเขาตอนเช้า ได้ยินว่าเขาทำงานจนถึงตี 5 โดยไม่ยอมหลับยอมนอน”

On the day when the lecture ended, BYJ told Director Jeon. "I will make lacquer brush for you teacher, by cutting my hair." They say the human hair is the best (for making) brushes used in varnishing lacquer. BYJ told, "Since I learned 2 of techniques, I will finished it up by learning remaining 298 techniques from time to time."

ในวันสุดท้ายเบยงจุนบอกคุณจุนว่า “ผมจะทำแปรงให้อาจารย์ โดยใช้ผมของผมเอง” ว่ากันว่าผมของมนุษย์ดีที่สุดในการนำมาทำแปรงสำหรับทาแล็คเกอร์ เบยงจุนบอกว่า “เพราะผมได้เรียนรู้เทคนิค 2 อย่างแล้ว ผมจะค่อยๆ เรียนรู้อีก 298 เทคนิคที่เหลือ”



In the city of Morioka, there is an elderly woman, who had learned to draw portrait just to draw BYJ as she was fascinated with 'Yon-sama'. When BYJ told Director Jeon to go meet her, upon hearing this story, Hyeonmin, Director Jeon's son, told. "Dad, if he does that, that old lady will die, of heart attack." Hyeonmin told that "I went to the city together (with BYJ), no one knew that Yon-sama was there next to themselves."

ในเมืองโมริโอกะ มีหญิงสูงอายุอยู่คนหนึ่ง เธออุตส่าห์ไปเรียนวาดภาพเพียงเพื่อจะวาดรูปของเบยงจุน เธอชื่นชอบเบยงจุนเอามากๆ เมื่อเบยงจุนบอกคุณจุนว่าอยากไปพบเธอ ฮยอนมิน ลูกชายของคุณจุนบอกว่า “พ่อครับ ถ้าขืนเขาทำแบบนั้น คุณป้าคนนั้นคงหัวใจวายตายแหงๆ” ฮยอนมินเล่าว่า “ผมได้เข้าไปในเมืองกับเบยงจุน ไม่มีใครรู้เลยว่ายอนซามะมาอยู่ข้างๆ นี่เอง”

After belatedly realiziing Yon-sama's honorable visit, there was a commotion in Morioka. Fans flocked in form Tokyo, distanced far away taking 3 hours via Sinkansen, and doggedly persisted to open the closed Art Museum. This is an episode told by Director Jeon. "There was an elderly woman standing recklessly outside the closed door. When (Director jeon) showed her (the Museum) separately because of that, she told that she had congenital arthritic pain, which was cured all after she knew of Yon-sama." After several days, (Director Jeon) gave a letter, senf from this person, to BYJ when visiting Seoul, and BYJ sent autographed picture of self (to this person) through Director Jeon.

In BYJ, home in Seoul, there equipped a lacquer drier. It is the drier Director Jeon delivered by air for his disciple. One wall is packed with books, comparable to those of pretty good writers. A staff of the Key East, BYJ's agency, told, "It is to an extent to cancel his schedule to write books and study the lacquer art."

หลังจากได้รับรู้ข่าวการมาเยือนของยอนซามะ ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นในโมริโอกะ แฟนๆ หลั่งไหลมาจากโตเกียว ซึ่งมาถึงได้ภายใน 3 ชั่วโมงโดยชินคังเซน และยืนกรานที่จะเปิดพิพิธภัณฑ์ที่ปิดอยู่ให้ได้ คุณจุนเล่าว่า “มีหญิงสูงวัยท่านหนึ่งมายืนรออยู่นอกประตู ผมเลยต้องพาเธอไปชมพิพิธภัณฑ์ เธอเล่าว่าต้องทนเจ็บปวดกับโรคข้ออักเสบแต่กำเนิดมานาน แต่โรคร้ายนั้นหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้มารู้จักยอนซามะ” หลังจากนั้นคุณจุนก็ส่งจดหมายของเธอไปให้เบยงจุนตอนที่แวะไปโซล แล้วเบยงจุนก็ส่งรูปพร้อมลายเซ็นของเขามาให้เธอผ่านทางคุณจุน ที่บ้านของเบยงจุนในโซลมีอุปกรณ์สำหรับผึ่งงานแล็คเกอร์ ซึ่งคุณจุนจัดหามาให้ด้วยตัวเอง ที่ผนังด้านหนึ่งอัดแน่นไปด้วยหนังสือ เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นนักเขียนที่ดี เจ้าหน้าที่ของ Keyeast บอกว่า “เขาต้องยกเลิกตารางงานอื่นๆ เพื่อทุ่มเทให้กับการเขียนหนังสือและศึกษาศิลปะแล็คเกอร์”

City of Morioka began work to revise and repair the Art Museum that was visited by 'yon-sama'. They decided to place facility for the disabled for people who has physical difficulties, and decided to support management expenses. On the very day that an article was published regarding Yon-sama's honorable visit. over 1500 people all over the nation of Japan called on the phone to open the Art Museum that was closed. Director Jeon told, "Although I was known as Yon-sama in Morioka, that nickname became veiled due to BYJ."

When BYJ assumes the Honorary Director, BYJ would go to Morioka at irregular intervals and appear his appearance along with Director Jeon. They plan to exhibit his works regularly in the Art Museum. BYJ told that " I will serve Teacher Jeon, who is propagating beauty of Korea, like my manager."

เมืองโมริโอกะลงมือปรับปรุงซ่อมแซมพิพิธภันฑ์ศิลปะที่ยอนซามะแวะไปพัก มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ในวันที่บทความเรื่องการไปเยือนของยอนซามะถูกตีพิมพ์ คนกว่า 1,500 คนทั่วประเทศพากันโทรเข้าไปเพื่อขอให้เปิดพิพิธภัณฑ์ที่ปิดอยู่ คุณจุนบอกว่า “ถึงแม้คนในโมริโอกะจะเรียกผมว่า ยงซามะ แต่ชื่อนั้นกลายเป็นที่รู้จักเพราะเบยงจุน”

ในเมื่อเบยงจุนจะมารับตำแหน่งผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ เขาคงต้องเดินทางไปยังโมริโอกะบ้างเป็นครั้งคราว และปรากฏตัวพร้อมกับคุณจุน พวกเขาวางแผนจะเปิดแสดงผลงานของเขาที่พิพิธภัณฑ์ เบยงจุนบอกว่า “ผมจะถือว่าอาจารย์จุนเป็นเสมือนผู้จัดการของผม”

There scheduled joint exhibition by teacher Director Jeon Yongbok and disciple BYJ on coming 9. Although they planned a concert by Japanese group Sensatin and exhibition of works by two people in the Iwate Prefecture Stadium, it was postponed due to political situation in Korea coupled with adverse condition of new type of influenza in Japan.

เดิมทีกำหนดการแสดงผลงานของอาจารย์จุนยงบ๊กกับศิษย์เบยงจุนก็คือวันที่ 9 มิ.ย.นี้ โดยจะมีคอนเสิร์ตของศิลปินญี่ปุ่น วง Sensation ด้วย แต่งานนี้ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในเกาหลี ประกอบกับการระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ในญี่ปุ่น

Copyright (c) Chosun Daily & Chosun.com


Ladymoon@Copyright

Happy Birthday to DR.ChatChai MD.



Happy Birthday to you...

My dearest brother
Today is your birthday
Knowing that you will be turning another year old

Time has change over the years
Even though we may not spend much time together
Still you are my brother
Someone who will be there in time of need
I am grateful to have you as a brother

May you enjoy this blissful day
And many happiness that will come your way
Because today is your birthday
Thanks for being the brother that you are



zwani.com myspace graphic comments

생일 축하 소원 으로 ...Dr.White...
12 June 2009

소원 여러분 모두의 행복,
건강과 번영을 오늘의 많은 많은 반환.

특별한 날이라고해도 모든 행복이 당신을
위해 작성 올해 간절히 바라 다 가지고있습니다.

생일 축하 해요, 올해는 특별한 날,
기쁨의 기쁨과 함께 당신의
앞길을 밝힐 수 귀하의 모든 시간을 채울 수있습니다.

반갑군, 따뜻하고 밝고 아름다운,
그건 당신 생일이 소원을 기원하는 일종의

당신 생일 축하합니다.



zwani.com myspace graphic comments


Happy birthday wishes to Dr.White
12 June 2009

Wish you all happiness,
Health and prosperity,
many, many returns of the day.

Even all the happiness in your special day
I have written for this year look forward to.

Happy birthday, this year a special day,
Your joy with the joy of
To light all the time in the future you can fill.

It's good, warm, bright and beautiful,
It's your birthday wishes to this kind of

Happy birthday to you.


From ...Pe' Aud...

zwani.com myspace graphic comments

----------------------------------------------------




Bangkok Treatment Center [Ruamrudee Wellness Clinic]

A tour of the Absolute Health Integrative Medical center in Bangkok - a full service medical clinic providing anti-ageing and regenerative treatments to patients of all ages. This is a Regenecell-accredited facility.

The treating physician at this facility is Dr Chatchai Sribundit MD - a fellow of the American College of Anti-ageing Medicine and member of the National Olympics Committee... more at http://www.regenecell.com/

11.6.09

คำพูดเป็นดั่งสายลมในยามใบไม้ผลิหรืออาจเป็นหิมะที่หนาวเหน็บในยามเหมันต์



วาทะแห่งท่านซิงหยุนต้าซือ

.....คำพูดที่ไม่ไว้หน้า...
ไว้เกียรติ ไว้ศักดิ์ศรี
ประดุจมีดที่ปลิดชีพได้
ทำลายซึ่งอนาคตที่สดใสรุ่งโรจน์
อีกทั้งชีวิตอันงดงามแห่งวัยรุ่น
ไปอย่างไม่เหลือเศษ.....

...อักษรคำพูดสามารถพัดเป็นลม
อันอบอุ่นแห่งฤดูใบไม้ผลิ
แต่ก็สามารถตกเป็นหิมะ
ที่ทวีคูณความหนาวเหน็บในเหมันต์

....การเปิดโปงความลับคนอื่น
การปลุกระดมสร้างความแตกแยก
โดยการป้อนความคิดที่เป็นอริให้กับมวลชน
คำพูดคำหนึ่งสามารถสร้างชาติได้
คำพูดคำหนึ่งก็สามารถ
ทำให้ชื่อเสียงศักดิ์ศรีของคน
เสื่อมเสียและพังทลาย....

.....คนที่ไม่มีศีลธรรมในใจนั้น
ไม่ต่างไปจากซากศพที่เดินได้...
....คน....เสมือนเกาะที่จมอยู่ในทะเลขยะ...
...แห่งกิเลสและความโลภ.....

...อาตมาเคยกล่าวไว้ว่า...
.... “ถ้าหากปลายปากกาของสื่อมวลชนมีศีลธรรม...
ก็สามารถฉุดช่วยไต้หวันได้ในปัจจุบัน
...และถ้าหากปากของผู้คนมีศีลธรรม
ไม่กล่าวคำพูดที่ขัดต่อสามัญสำนึก
ก็สามารถฉุดช่วยตัวเองได้”.....

...คำพูดคำวิจารณ์หรือบทความ
ที่ไม่ตรงกับความจริงขัดต่อศีลธรรม
ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้ตกเป็นเหยื่อ
หรือเป้าหมายโจมตีเสียหาย เสียเปรียบ...
เสียศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำทำลาย
อีกทั้งยังก่อให้เกิดกระแส
แห่งความมืดมนขึ้นในสังคม
ที่จะทำให้ผู้คนท้อแท้และสูญเสียกำลังใจ
ที่จะเป็นคนดีต่อไปในสังคม....

...การแถลงข้อมูลที่บิดเบือนความจริง.....
ทำให้สังคมที่เดิมผู้คนห่างเหินกันอยู่แล้ว
ยิ่งทวีความแตกแยกยิ่งขึ้น
และทำให้โลกที่เต็มไปด้วยความยากเย็นใบนี้
...ยิ่งหนาวเหน็บขึ้นเป็นทวีคูณ....





The Rhetorics of Venerable Master Xing Yun of Fo Guang Shan

The words with on respect,
No dignity, no prestige
Are alike sword which could bereave the life
Destroy the glorious opportunity
For the rest of our adolescent time
Untill the dead end of our beautiful life

Words could be a gentle warm wind of springtime
Whereas it could become a viciously blizzard
Emphasize us to the dark shivery wintriness

Sell someone down the river by their secret,
Make agitation for dividing against the people
By giving the thought of opponent and enemy,
Would bring the damage to yourself

One word could build the nation
One word could bring the honour to the end

The man with no morality in the heart
Is not different from the corpse which can walk,
Look alike an island in the rubbish sea of evil wish and avarice

If the pen of mass media is full of morals,
It could elevate the nation.
If the mounth of people is full of morals,
Without the words which contrary to conscious,
It could elevate themselves.

The commentary which is distorted
And against the morality
Not only disparage the victims
By destroying their honour
It causes the darkness to the society
Which make the people downhearted and discouraged
From being the welldoer in the world

Giving the distrorted information
Makes more and more estrangement to the people,
Increases the disharmony in the society,
And make the difficult world full of cold

--------------------------------------------------------

...วาทะนี้ผู้เขียนได้คัดลอกเก็บไว้นานกว่า 10 ปี
เป็นวาทะที่ใช้เตือนใจสำหรับผู้ที่ใช้ชื่อว่า "นักเขียน"
...เพราะคมใดก็ไม่คมเท่าคมปากกา...
เพราะ...ปลายปากกาของท่านสามารถฆ่าคนได้...
ตราบจนถึงประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณ...
ยากนักที่จักลบเลือนได้...
"นักเขียน"...จึงเป็นอาชีพที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในสังคม...
เพราะทุกอักษรที่จารึกลงบนแผ่นกระดาษนั้น
ล้วนเป็นอักษรในประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น


กาญจน์มุนี (ร้อยตะวัน)

-------------------------------------

Roytava has kept hese rhetorics for more than 10 years.
These are rhetorics to remind everyone who is the writer.
There is nothing sharper than penpoint.
Cause it can kill people deeply to history and soul
Harder to fade what you wrote away
Then "The Writer" is instrumental in everything of every society
Every character which was wrote on the paper
would be come a character in history at all


Written by Roytavan(Kanmunee Srivisarnprob)
Translation from Thai to English by Kelley


BYJ at Cheong Hak Dong Plum Village 09 /06 / 2009





BYJ at Cheong Hak Dong Plum Village 09 /06 / 2009

...Photo from vento...

Before Hawanwoong /กว่าจะเป็นฮวันอุงอย่างที่เห็น

ท่านผู้รู้บอกมาว่า นี่เป็นเส้นผมจริง ของ ยงจุน เป็นการทำโฮไลท์สีผม สีสวยมาก อย่างนี้ เรียกว่า ดังเส้นไหมสีเงิน เลยทีเดียว นอกจากสีสวยแล้ว ยังสลวยเหมือนเป็นเส้นไหม เส้นผม และสีผม ทำให้ ใบหน้า ยงจุน เปลี่ยน เป็นคนละแบบเลย อย่างนี้สิ ถึงควรทำให้ แชโอ ทั้งจงรัก ภักดี เทิดทูน จนลืมตัว ลืมกลัวความตาย เพราะ เทพฮวันอุงทั้งน่าอบอุ่นละมุนละไม พระทัยเมตตา แม้ต้องตายเพราะถูก ธนูวิเศษ จากหระหัตถ์ของเทพฮวันฮุง แซ โอ ก็ยังคงรัก และติดตามมาในชาติภพใหม่ เรามีคำพูดกันว่า ผมสลวยสวยขำดำเป็นเงา ของเทพฮวันอุง ผมสลวยสวยวาวขาวเป็นเงิน
นอกจากเส้นเกศา ของเทพฮวันอุง มองดูกระด้างแล้ว สียังออก เป็น สีเทา อีกต่างหาก เพ่งพิศอย่างไรก็ไม่น่าอบอุ่น
ทราบมาว่า LOOK นี้เทพฮวันฮุง ต้องสวมวิก ดู เส้นเกศากระด้าง ทำให้พระพักตร์ มองดูแข็ง ไปด้วยไหมคะ
สำหรับฮวันอุง Look นี้ แม้จะเป็นเทพก็ตามที ต้องมีไม้เท้ากายสิทธิ์ คู่พระองค์ แล้วจะยกคันธนู ไหวไหมนะ โอ...แล้ว แชโอ...จะทำฉันใดกันหนอนี่ ยกเทพฮวันอุง ให้ คาจิน ไปเลย ดีมั๊ย...ธิดาหมีแชโอ ไว้รอรัก กับมังกรน้ำเงินดีกว่า.. ขอใช้คำว่า เทพฮวันอุง ดูแล้วทรงชราและกระเซอะกระเซิงจริงๆ แม้ใบหน้ายังดูเต่งตึง อยู่ ขอบคุณ ผู้กำกับ คิมจองฮัก ที่ไม่ทำร้ายพวกเรา คนดู ให้ ทุกข์ทรมานใจ กับเทพฮวันอุง look นี้ มากๆเลย..ค่า....

...Before Hawanwoong /กว่าจะเป็นฮวันอุงอย่างที่เห็น...

Hwanwoong / King Damdeok of Goguryeo.


Geomungo / โกมังกู ...พิณเกาหลีโบราณ...


ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอต่อกันอีกสักนิดกับเครื่องสายของเกาหลี “โกมังกู” ที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง A Frozen Flower นะคะ



“โกมังกู” (geomungo) หรือ “ฮยอนกึม” (hyeongeum) เป็นเครื่องสายโบราณของเกาหลี (ซึ่งดิฉันขอเรียกว่า พิณเกาหลี แล้วกันนะคะ) เหล่าบัณฑิตเชื่อกันว่าชื่อนี้มาจากคำว่า “โกคูรยอ” และโดยความหมายก็คือ “พิณแห่งโกคูรยอ” หรืออีกนัยหนึ่งก็แปลได้ว่า “พิณสีดำ”

เครื่องสายชนิดนี้มีปรากฏมานานตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 จนถึงศตวรรษ 7 ในสมัยอาณาจักรโกคูรยอ ตามที่ปรากฏใน Samguk Sagi หรือตำนานแห่ง 3 อาณาจักร (หรือจะเรียกว่าสามก๊กฉบับเกาหลีก็คงพอได้นะคะ) ซึ่งเขียนไว้ในปี ค.ศ. 1145 “โกมังกู” ประดิษฐ์โดยเสนาบดี Wang San-ak โดยมีต้นแบบจากเครื่องสายโบราณของจีน “กู่เจิ้ง” (พิณ 7 สาย) โดยมีหลักฐานการปรากฏของเครื่อสายชนิดนี้อยู่ในภาพวาดในสุสานสมัยโกคูรยอ

“โกมังกู” มีความยาวประมาณ 162 ซ.ม. และกว้าง 23 ซ.ม. (ยาว 63.75 นิ้ว และกว้าง 9 นิ้ว) มีสายทั้งหมด 16 สาย เวลาเล่นผู้บรรเลงต้องนั่งบนพื้น แล้วใช้ไม้ดีดที่จับด้วยมือขวา ในขณะที่มือซ้ายกดที่สายพิณเพื่อให้เกิดเสียงสูงต่ำ (น่าจะคล้ายๆ กีต้าร์มั้งคะ เพราะกดสายแล้วใช้ปิ๊กดีดเหมือนกันเลย) เครื่องดนตรีชนิดนี้ใช้บรรเลงทั้งบทเพลงในราชสำนักและบทเพลงพื้นบ้าน
ตามรูปพรรณสัณฐานและวิธีการเล่นทำให้คนมักเชื่อกันว่านี่เป็นเครื่องดนตรีที่เหมาะสำหรับ “ผู้ชาย” มากกว่า “กยากึม” (gayageum) พิณเกาหลีอีกแบบที่มี 12 สาย แต่เครื่องดนตรีทั้ง 2 ชนิดสามารถเล่นได้ทั้งหญิงและชาย

จินฮีคิม ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลี ซึ่งเป็นทั้งนักดนตรีและนักแต่งเพลง ได้เล่นโกมังกูไฟฟ้าที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่เพื่อให้กลายเป็นเครื่องดนตรีแบบสากล



Geomungo [ 거문고 or 현금 ]

The geomungo or hyeongeum (literally "black zither") is a traditional Korean stringed musical instrument of zither family instrument with both bridges and frets. Scholars believe that the name refers to Goguryeo and translates to "Goguryeo zither" or that it refers to the colour and translates to "black crane zither".

The instrument originated circa the fourth century through the 7th century from the kingdom of Goguryeo, the northernmost of the Three Kingdoms of Korea, although the instrument can be traced back to the 4th century.

According to the Samguk Sagi (Chronicles of the Three Kingdoms), written in 1145, the geomungo was invented by prime minister Wang San-ak, by using the form of the ancient Chinese instrument gugin (also called chilhyeongeum, literally "seven-string zither"). Archetype of the instrument is painted in Goguryeo tombs. They are found in the tomb of Muyongchong and Anak Tomb No.3.

The geomungo is approximately 162 cm long and 23 cm wide (63.75 inches long, 9 inches wide), and has movable bridges called Anjok and 16 convex frets. It has a hollow body where the front plate of the instrument is made of paulownia wood and the back plate is made of hard chestnut wood. Its six strings, which are made of twisted silk passed through its back plate. The pick is made from bamboo sticks in the size of regular household pencil.

The geomungo is generally played while seated on the floor. The strings are plucked with a short bamboo stick called suldae, which is held between the index and middle fingers of the right hand, while the left hand presses on the strings to produces various pitches. The most typical tuning of the open strings for the traditional Korean music is D#/Eb, G#/Ab, C, A#/Bb, A#/Bb, and A#/Bb an octave lower than the central tone. The instrument is played in traditional Korean court music and the folk styles of sanjo and sinawi.

Due to its characteristically percussive sound and vigorous playing technique it is thought of as a more "masculine" instrument than the 12-string gayageum (another Korean zither); both instruments, however, are played by both male and female performers.

The Korean-born, U.S. resident geomungo performer and composer Jin Hi Kim plays a custom-made electric geomungo in addition to the regular instrument.

[Special Thanks to wikipedia.org]

Ladaymoon@Copyright